วันอังคารที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2555

เทคนิคสร้างกล้ามด้านซ้ายและขวาให้เท่ากัน 4


การบริหารบนม้านั่ง

            การบริหารบนม้านั่ง เราไม่สามารถหันหน้าหันหลังบริหาร เหมือนที่อธิบายไว้ในหน้าที่แล้วได้ แต่เราก็ต้องหาวิธี ที่จะทำให้เกิดการหมุนเวียนดัมเบลล์ในทุกๆเซทให้ได้ และข้างล่างนี้คือวิธีที่เพื่อนสมาชิก จะต้องทำให้ได้ทุกเซทเมื่อบริหารบนม้านั่ง โดยสมมติให้ดัมเบลล์ลูก ก. หนักกว่าดัมเบลล์ลูก ข.


ภาพที่ 1  เราบริหารปกติ โดยดัมเบลล์ลูก ก. (ซึ่งหนักกว่า) อยู่ในมือขวา ส่วนดัมบลล์ลูก ข. อยู่ในมือซ้าย 


  ภาพที่ 2  เมื่อบริหารจนจบเซ็ทแล้ว เราก็โน้มตัวมาด้านหน้า เพื่อวางดัมเบลล์ไว้ตามภาพ โดยในมือขวายังถือดัมเบลล์ ก. และมือซ้ายยังถือดัมเบลล์ ข. อยู่

หมายเหตุ - เหตุที่ให้วางดัมเบลล์ลงไปกับพื้นเลย โดยที่ยังไม่ต้องสลับซ้ายขวาก็เพราะ เวลาที่เราพึ่งเล่นในเซทเสร็จใหม่ๆ พลังในกายเราแทบจะหมดอยู่แล้ว จึงให้วางดัมเบลล์ลงไปเลย โดยยังไม่ต้องคิดถึงเรื่องอื่นทั้งนั้น (เรื่องอื่นในที่นี้ หมายถึงการวางดัมเบลล์สลับซ้ายขวา - ยังไม่ต้องคิด ให้วางดัมเบลล์ลงไปตรงๆก่อน)



 ภาพที่ 3  พักเซท


 ภาพที่ 4  หลังจากพักเซทเรียบร้อยแล้ว เมื่อจะมาบริหารเซทต่อไป ให้เข้ามาจับดัมเบลล์ในด้านตรงข้ามกับการวางก่อนพักเซท ตามภาพที่ 4 นี้ โดยในตอนนี้ ดัมเบลล์ลูก ก. จะถูกถือด้วยมือซ้ายแล้ว และดัมเบลล์ลูก ข. จะถูกถือด้วยมือขวา เมื่อจับจนมั่นแล้วให้ยืนขึ้นตรงๆ


   ภาพที่ 5  เมื่อยืนขึ้นมาตรงๆแล้ว เราก็หมุนตัวหันหน้าออก ในลักษณะเตรียมพร้อมที่จะนั่งลงบนม้านั่ง


ภาพที่ 6 เมื่อนั่งได้ที่แล้วก็เริ่มบริหารต่อได้ทันที โดยในตอนนี้ ดัมเบลล์ลูก ก. จะมาอยู่ในมือซ้าย ส่วนดัมเบลล์ลูก ข. จะอยู่มือขวา ซึ่งทั้งหมดนี้สลับกับภาพที่ 1 และอย่างที่เราสมมติไว้ในครั้งแรกว่า ดัมเบลล์ลูก ก.หนักกว่าลูก ข. ก็จะเห็นได้ว่า ตอนนี้ดัมเบลล์ลูก ก.ถูกเปลี่ยนมาให้มือซ้ายบริหารแทนแล้ว  (และถ้าแขนซ้ายคุณเล็กกว่าแขนขวาละก็ ตอนที่เริ่มยกน้ำหนักขึ้นครั้งแรก ให้ยกด้วยแขนซ้ายก่อนทุกครั้ง เหมือนในภาพที่ 6 นี้แหละครับ)




เทคนิคสร้างกล้ามด้านซ้ายและขวาให้เท่ากัน 3


เริ่มการบริหาร

            การบริหารทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นท่าไหนก็ตามที่ใช้บาร์เบลล์ หรือดัมเบลล์ แม้เราจะตรวจสอบแล้วว่าบาร์เบลล์มีขนาดโมเมนตัมพอๆกันทั้งสองด้านแล้ว แต่ตัวแปรอื่นที่เราคาดไม่ถึงก็อาจจะมีอีก เช่นพื้นปูนที่เรายืน เขาอาจจะทำแบบลาดเอียงเล็กน้อย เพื่อเวลามีน้ำขัง มันจะได้ไหลลงที่ต่ำได้ ดังนั้น เมื่อเรายืนอยู่บนพื้นที่เอียง ก็ทำให้โมเมนตัมเปลี่ยนได้อีกเหมือนกัน ดังนั้น ไม่ว่าพื้นจะเป็นอย่างไร เราควรป้องกันไว้ก่อน ด้วยการบริหารแบบสลับหน้าสลับหลังทุกเซทดังนี้


  ภาพที่ 1 สมมติว่าเรากำลังบริหารปกติ และแผ่นน้ำด้าน ก. เราถือไว้ด้วยมือขวา ส่วนแผ่นน้ำหนักด้าน ข. เราถือด้วยมือซ้าย ดังรูป และเราสมมติให้ด้าน ก.มีน้ำหนักมากกว่าเพราะโมเมนตัมมากกว่าอีกด้านหนึ่ง ดังนั้นแขนข้างขวาเรา จะรับน้ำหนักมากกว่าแขนด้านซ้าย


 ภาพที่ 2  เมื่อเราบริหารเสร็จแล้ว เราก็วางบาร์เบลล์ลงกับพื้นตามปกติ แล้วไปพักเซท


   ภาพที่ 3 เมื่อเรากลับมาบริหารในเซทต่อไป ให้เราเข้ามาอีกทางด้านหนึ่งของที่เรายืนในครั้งแรก ในตอนนี้แขนข้างซ้ายเรา จะยกน้ำหนักทางด้าน ก. (ซึ่งเป็นด้านที่หนักกว่า)


    ภาพที่ 4 จากนั้นเราก็บริหารตามปกติต่อไป พอจบเซทเราก็วาง และหลังจากพักเซทแล้ว เราก็เข้ามาอีกด้านหนึ่ง ทำสลับกันเช่นนี้ไปเรื่อย จนครบจำนวนเซทที่กำหนดไว้ เมื่อทำอย่างนี้ คุณมั่นใจได้ว่า กล้ามทั้งสองด้านของคุณจะได้รับการบริหารเท่ากันครับ

            เทคนิคนี้ ให้ใช้กับอุปกรณ์อย่างอื่น เช่น ดัมเบลล์ด้วย และให้ใช้ในทุกเซทที่บริหาร แรกๆอาจรู้สึกขัดๆ แต่ต่อไปจะชินครับ


  เทคนิคสำหรับกล้ามปีก ผู้ที่รู้สึกว่า กล้ามปีกด้านซ้ายเล็กกว่าด้านขวา ให้แก้ด้วยวิธีนี้คือ หลังจากบริหารปีกในแต่ละเซทแล้ว ให้มายืดกล้ามปีกข้างซ้าย โดยยืดค้างอยู่เป็นเวลา 15 วินาที เสร็จแล้วจึงพักเซทตามปกติ การทำเช่นนี้ จะทำให้กล้ามปีกข้างซ้ายโตทันข้างขวาในเร็ววัน











เทคนิคสร้างกล้ามด้านซ้ายและขวาให้เท่ากัน 2



การจับอุปกรณ์

            หลังจากที่เราปรับอุปกรณ์จนมั่นใจแล้วว่า โมเมนตัมข้างซ้ายและขวาน่าจะใกล้เคียงกันมากที่สุด ตอนนี้เราก็จะเข้าสู่เรื่องของการจับอุปกรณ์ ซึ่งมีความสำคัญมาก เราจะเริ่มกันที่การจับบาร์เบลล์แบบพื้นฐานก่อนนะครับ ขอให้ลองดูบาร์เบลล์ดังรูปข้างล่างนี้ครับ

   หากเราไม่มีความรอบคอบ เมื่อเราจะบริหารท่า STANDING BARBELL CURL ,BARBELL ROW ฯลฯ เราก็มักจะก้มลงจับบาร์เบลล์ตัวนี้ แล้วยกขึ้นมาบริหารเลย โดยใช้สายตากะเอาเพื่อให้โมเมนตัมที่ตกลงมือข้างซ้ายและขวาเท่ากัน แต่ถ้าคุณเป็นมืออาชีพแล้ว ทุกครั้งที่คุณจับบาร์เบลล์นี้ขึ้นมา คุณต้องใช้วิธี "วัดคืบ" เพื่อให้ระยะห่างระหว่างแผ่นน้ำหนัก ถึงมือแต่ละข้างเท่ากันพอดี ดังนั้นทุกๆครั้งที่บริหารด้วยบาร์เบลล์ เพื่อนๆต้องทำให้เป็นนิสัยดังนี้ครับ 


ภาพ ก.  อันดับแรกเลย ให้เรากางมือจนสุดเหมือนการวัดความยาวหนึ่งคืบ โดยให้นิ้วก้อยของมือแต่ละข้าง สัมผัสที่ตัวแผ่นบาร์เบลล์ ส่วนนิ้วโป้งวางอยู่บนตัวบาร์ และตรึงนิ้วโป้งอยู่กับที่


  ภาพ ข. ต่อไป ให้หุบนิ้วก้อยเข้ามาสัมผัสกับนิ้วโป้งที่วางอยู่ ตอนนี้เราก็จะได้ระยะห่างจากแผ่นบาร์เบลล์ ถึงจุดที่ลูกศรชี้นี้ เท่ากับหนึ่งคืบแล้วจริงไหมครับ 



 ภาพ ค. ถึงตอนนี้ ให้เราเอานิ้วก้อยเป็นหลัก แล้วเลื่อนนิ้วโป้งตามใจชอบ แต่ให้ระยะเท่ากันทั้งข้างซ้ายและข้างขวา ดูว่าจะจับบริเวณไหนจึงเหมาะสำหรับท่าที่เรากำลังจะบริหารต่อไป



ภาพ ง. เมื่อได้ระยะที่พอใจแล้ว ก็ให้เอานิ้วโป้งเป็นหลัก แล้วกำมือเข้ามา เมื่อถึงตรงนี้ เราก็มั่นใจได้เลยว่า ระยะห่างระหว่างแผ่นบาร์เบลล์ ถึงมือทั้งสองข้าง มีระยะทางเท่ากันพอดีครับ

            เสียเวลาก่อนบริหารเพียง 2 วินาที เพื่อทำสิ่งที่ผมแนะนำไว้ข้างต้นนี้ ก็ทำให้เพื่อนๆมั่นใจในทุกๆเซทที่บริหารว่า โมเมนตัมข้างซ้ายและขวา ใกล้เคียงกันที่สุดแล้วครับ

เทคนิคสร้างกล้ามด้านซ้ายและขวาให้เท่ากัน


 หากพิจารณากันอย่างจริงจังแล้ว เมื่อแบ่งร่างกายมนุษย์ออกเป็นสองด้าน คือด้านซ้ายและขวา จะพบว่าน้อยคนนักที่จะมีขนาด และสัดส่วนสมมาตรเท่ากันพอดี เพียงแต่ความแตกต่างนั้นไม่มากจนผิดสังเกตุเท่านั้นเอง ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณเป็นคนถนัดขวา แขนขวาของคุณก็จะมีขนาดใหญ่กว่าแขนซ้าย เพราะคุณจะใช้แขนขวาทำงานมากกว่าตามธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม แม้ว่ากล้ามทั้งสองด้านจะไม่เท่ากัน มันก็ไม่กระทบกระเทือนในการดำเนินชีวิตประจำวันแต่อย่างใด แต่ถ้าคุณเป็นนักกล้ามล่ะ?

            ไม่ใช่ว่าเราจะพูดถึงอันตรายอะไรหรอกครับ เรากำลังมาวิเคราะห์นิสัยของนักกล้ามกันต่างหาก  เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า นักกล้ามแทบทุกคน จะมีนิสัยเหมือนกันคือความเป็นคนช่างสังเกตุ และเอาใจใส่กับร่างกายตัวเอง  ก็เป็นเพราะความเอาใจใส่นี่เอง ที่บอกกับตัวเองว่า ตอนนี้เราอ้วนแล้วนะ ,ตอนนี้เราผอมไปนะ ฯลฯ จึงทำให้เราหันมาจับลูกเหล็กเล่นกล้ามกัน (ในขณะที่คนที่ไม่เอาใจใส่กับตัวเอง ก็เอาเวลานี้ไปเที่ยวเตร่ ทานเหล้าสังสรรค์กับเพื่อนฝูงไป)  แล้วก็ไอ้ความช่างสังเกตุนี่เอง ที่เวลาเราส่องกระจกแล้ว เราจะต้องเพ่งมองไปที่แขนซ้ายของเรา หรือกล้ามปีกด้านซ้ายของเราทุกครั้ง เพราะรู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจที่มันไม่สมดุลกับกล้ามทางด้านขวา ในขณะที่คนรอบๆข้างเรา เขาไม่เคยสังเกตุเราถึงขนาดนั้น อย่ากระนั้นเลย เรามาแก้ความรำคาญใจนี้กันดีกว่าครับ

            เมื่อแขนข้างซ้ายของเราเล็กกว่าข้างขวา ก็ไม่จำเป็นที่เราจะต้องลดขนาดแขนข้างขวาลง สู้เราสร้างแขนข้างซ้ายขึ้นมาให้ทัดเทียมกันดีกว่า โดยเราจะใช้แค่สองหลักการเท่านั้นคือ

            1.ความสดชื่นของกล้ามเนื้อ

            2.ขจัดปัญหาความไม่สมดุลของอุปกรณ์เพาะกาย เรามาเริ่มกันที่เรื่องแรกก่อนนะครับ

            ข้อแรก ความสดชื่นของกล้ามเนื้อ คุณลองสังเกตุดูสิว่า เมื่อคุณพักติดต่อกันหลังเล่นกล้ามสัก 2 วัน (สมมติว่าเป็นวันเสาร์และอาทิตย์) คุณจะพบว่ากล้ามเนื้อกลุ่มแรกที่บริหารในวันจันทร์ จะมีความสดชื่นมาก และสามารถรับการบริหารอย่างหนักได้เป็นอย่างดี ดังนั้นกล้ามเนื้อกลุ่มนั้น ก็จะเจริญเติบโตได้ดีกว่าส่วนอื่น ปัญหาก็คือ ถ้าคุณเอากล้ามหน้าอกมาเล่นวันจันทร์ทุกครั้ง กล้ามหน้าอกก็จะโตเร็วเกินไปจนกล้ามตัวอื่นตามไม่ทัน วิธีแก้คือต้องมีการหมุนเวียน เอากล้ามอื่นมาใส่ไว้ในตารางวันจันทร์แทน แล้วสลับหมุนเวียนกันไป 

            เมื่อเรารู้เช่นนี้แล้ว เราก็สามารถนำมันมาประยุกต์ ใช้กับการทำกล้ามข้างซ้ายและขวาให้เท่ากันได้ นั่นคือ เราเอาเวลาพักระหว่างเซทเป็นที่ตั้ง กล้ามเนื้อชิ้นแรกที่ได้รับการบริหารหลังจากพักเซทแล้ว ย่อมมีความสดชื่นมากกว่ากล้ามเนื้อรองลงไป ทำให้ได้รับผลการฝึกได้ดีกว่า ดังนั้นคำตอบของเรื่องนี้ก็คือ สำหรับท่าบริหารที่ต้องบริหารด้วยแขนทีละข้างแล้ว ให้เริ่มต้นเซทด้วยแขนข้างซ้าย หรือขาข้างซ้าย หัวไหล่ด้านซ้าย ปีกด้านซ้าย ก่อนทุกครั้ง



  ประการที่สอง คือความไม่สมดุลของอุปกรณ์   สิ่งหนึ่งที่คุณต้องรู้คือ ไม่ว่าบาร์เบลล์ หรือดัมเบลล์ที่เราใช้จะดีขนาดไหนก็ตาม เราก็ยังมีตัวแปรอื่น ที่ทำให้ความหนักของดัมเบลล์ และบาร์เบลล์ทั้งด้านซ้ายและขวาไม่เท่ากัน อย่างเช่น ความชำรุด เช่นแผ่นบาร์เบลล์ข้างซ้าย สึกกร่อน จึงน้ำหนักเบากว่าข้างขวา หรือการถือคานบาร์เบลล์ ที่ระยะห่างระหว่างมือถึงแผ่นบาร์เบลล์ในแต่ละข้างไม่เท่ากัน หรือแม้กระทั่งพื้นที่เรายืนอยู่เกิดมีความเอียงเล็กน้อย สิ่งต่างๆที่เราไม่ทันสังเกตุเหล่านี้ มีผลทำให้กล้ามแขนทั้งซ้ายและขวารับน้ำหนักไม่เท่ากัน สมมติว่าน้ำหนักบาร์เบลล์ หรืดดัมเบลล์ที่ลงแขนข้างขวามากกว่า พอเราเล่นกล้ามไปเป็นปีๆ ก็จะพบว่ากล้ามด้านขวามีขนาดใหญ่กว่าข้างซ้ายไปเสียแล้ว ต้องมาเสียเวลาแก้ข้างซ้ายให้ทันข้างขวาอีก 

            เมื่อทราบดังนี้แล้ว เราจึงควรเล่นกล้ามโดยใช้เทคนิคต่างๆ ที่จะอธิบายดังต่อไปนี้ให้ชินเป็นนิสัย แล้วเพื่อนสมาชิกจะไม่มีปัญหาขนาดกล้ามซ้ายขวาไม่เท่ากันอีกเลย

            1. ปรับอุปกรณ์เสียก่อน เพื่อนๆคงรู้จักเรื่องของโมเมนตัม ที่ว่าในวัตถุชิ้นเดียวกัน หากระยะห่างจากจุดศูนย์กลางถึงจุดปลายเท่ากัน แรงกดก็จะเท่ากัน เราจึงมาพิจารณาบาร์เบลล์กัน พบว่า แม้ว่าแผ่นบาร์เบลล์มีน้ำหนักเท่ากันทั้งซ้ายและขวาพอดีก็ตาม แต่หากระยะจากจุดศูนย์กลางไปถึงแต่ละแผ่นไม่กัน แรงกด (น้ำหนักบาร์) ทั้งซ้ายและขวาก็ย่อมไม่เท่ากัน กล้ามแขนข้างที่ยกด้านที่หนักกว่า ก็ย่อมได้ผลดีกว่าอีกข้างหนึ่ง ดังนั้น ผมแนะนำให้คุณลองหาท่อนไม้เล็กๆ หรือแป๊ปน้ำติดตัวไปโรงยิมด้วยดังรูปข้างล่างนี้




   จากนั้น ให้เรามาพิจารณาดูบาร์เบลล์ที่เรากำลังจะบริหาร โดยทำดังนี้คือ


 ก. เอาปลายไม้ด้านหนึ่งไปสัมผัสกับแผ่นบาร์เบลล์ ส่วนปลายอีกด้านหนึ่ง ให้เอานิ้วชี้สัมผัสกับปลายคานบาร์เบลล์ แล้วให้เอานิ้วโป้ง "จิก" ไว้ในแนวเดียวกับที่นิ้วชี้แตะอยู่กับบาร์ ที่ทำอย่างนี้ก็เพื่อจะได้ทราบระยะที่แน่นอนของคานด้านหนึ่งก่อน จากนั้นให้ถืออยู่ในลักษณะนี้ แล้วเดินไปอีกด้านหนึ่งของบาร์



          ข. จากนั้นเอาไม้อันเดียวกันนั้นไปวางทาบที่ปลายสุดของบาร์เบลล์อีกด้านหนึ่ง โดยให้นิ้วชี้สัมผัสปลายบาร์ ส่วนนิ้วโป้งก็ยังอยู่ในลักษณะจิกอยู่เหมือนเดิม ถึงตรงนี้ เพื่อนๆอาจจะขนลุกเมื่อพบว่าคานบาร์เบลล์ที่เล่นมานาน มีระยะห่างจากปลายทั้งสองด้านเข้ามาไม่เท่ากัน อาจจะมีระยะห่างมากกว่า หรือน้อยกว่าอีกด้าน ทำให้โมเมนตัมสองข้างไม่เท่ากัน ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นแล้ว ก็แก้ไขโดยใช้มือซ้ายเลื่อนแผ่นบาร์เบลล์เข้าหรือออก จนติดปลายไม้ที่นำมาเทียบนั้น 




ค.-ง.-จ.  จากนั้นก็เอาจัดการเลื่อนหมุดกั้นแผ่นบาร์เบลล์ออกมาจนชิดแผ่นบาร์เบลล์ เมื่อเราทำทั้งหมดนี้เสร็จแล้ว เราก็จะมั่นใจประการหนึ่งแล้วว่าอย่างน้อยระยะห่างของแผ่น ระหว่างด้านซ้ายและขวาย่อมเท่ากันแน่นอน (การไปบริหารที่ยิม ซึ่งมีคานบาร์เบลล์เก่ามากๆ อาจไม่มีหมุดยึดเลยทั้งด้านนอกและด้านใน คือเป็นคานเปล่าๆ กับแผ่นบาร์เบลล์ให้สอดรอดรูเท่านั้น ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น การพกไม้วัดนี้ติดตัว จะช่วยได้มากครับ)








อ้วน



           สาว ๆ ทีเกิดมาหุ่นดี รูปร่างสวย มักจะภูมิใจในตัวเองที่ถือว่าเกิดมาโชคดี อย่างน้อย หน้าตาเลือกกันไม่ได้ แต่หุ่นได้มาตรฐาน ก็ยังพอที่จะทดแทน ให้เตะตาไอ้หนุ่มทั้งหลายได้ สังคมทุกวันนี้ ก็ช่างรู้เห็นเป็นใจ กับบรรดาสาวหุ่นเพรียวทั้งหลาย และมักจะมองข้ามคนอ้วน ซึ่งถ้าเทียบกันแล้ว แม้คนอ้วนจะมีน้อยกว่า แต่ก็มีมากพอ ที่จะเป็นส่วนหนึ่ง ของสังคมเดียวกัน
           คนอ้วนมักจะถูกค่อนขอด มักจะถูกล้อเลียนอยู่เสมอ เช่นว่า แม่หุ่นสามโคก ยายช้างน้ำ นางเอกอินเดีย ฯลฯ แต่ละคำที่หลุดออกมา ล้วนแล้วแต่สร้างความน้อยเนื้อต่ำใจ ถ้าให้เลือกได้ใครล่ะอยากจะอ้วน ใครล่ะ อยากจะเป็นยายช้างน้ำ ยายผีเสื้อสมุทร ทุกคนก็อยากจะเป็นอย่างลูกเกด (เมทินี  กิ่งโพยม) อยากเป็นอย่าง ซินดี้ ครอฟอร์ด ซูปเปอร์โมเดลที่มีหุ่นสวยได้มาตรฐานกันทั้งนั้น
           ที่ว่าสังคมมันช่างรู้เห็นเป็นใจ กับคนหุ่นเพรียวนั้น ตัวอย่างที่เห็นกันชัด ๆ ก็น่าจะเป็น เสื้อผ้าที่บรรดา นักออกแบบแฟชั่นทั้งหลาย ทั้งระดับโลกและระดับประเทศในบ้านเรา พี่ท่านก็ช่างกระไร ออกแบบเสื้อผ้าแต่ชุด ตัวเล็กกระจิริด แทบจะยัดแขนยัดขาลงไปไม่ได้ แถมเปิดโน่นนิด โชว์นี้หน่อย ให้เห็นหน้าท้อง เห็นทรวดทรงองค์เอว...เรียวขา ปิดฝาโลงฝังคนอ้วน ไม่ให้ได้ผุดได้เกิดกันเลยทีเดียว
           จะมีบ้างก็ประเภทคนอ้วนใจถึง ที่มั่นใจเกินร้อย ใส่ชุดประเภทนี้กับเขาบ้าง โดยไม่ยอมส่องกระจก ชะโงกดูสารรูปตัวเอง ผลก็คือ ยังไม่ทันก้าวพ้นธรณีประตูบ้าน ก็ถูกไอ้ตูบ หมาเพื่อนใจ ที่เคยจงรักภักดีเห่าไล่ส่ง ชนิดที่รับไม่ได้ เมื่อห็นเจ้านายของมัน ทำอะไรโดยไม่เห็นแก่หน้าของมันเลย (ฮิฮิ)
           คนอ้วนหลายคน(เกือบทุกคนก็ว่าได้) คนไม่ไหวต่อคำค่อนขอดของสังคม รวบรวมเงินทองได้ก้อนหนึ่ง ก็วิ่งไปปรึกษาแพทย์ ขอคำแนะนำที่จะทำให้ตัวเอง ผอมเหมือนชาวบ้านให้ได้ คำแนะนำที่ได้ ก็คือต้องหมั่นดูแลควบคุม อาหารการกินในแต่ละมื้อ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ไม่ทานอาหารจุบจิบ แต่สัญชาตญาณของคุณเธอ ที่ปล่อยเนื้อปล่อยตัว ปล่อยปาก ให้ฟาดทุกอย่างที่ขวางหน้า เพียงกฎเกณฑ์ 2-3 อย่างที่หมอให้มา ก็ไม่สามารถที่จะทำได้ น้ำหนักก็ไม่ยอมลด แถมอ้วนเอ๊าอ้วนเอา หนักขึ้นไปอีก
           เมื่อวิธีลดน้ำหนัก ด้วยการควบคุมอาหาร และออกกำลังกายไม่สำเร็จ เห็นที่นั่นที่นี่โฆษณา ลดความอ้วนด้วยวิธีการอื่น เช่น ทานยา ฝังเข็ม มีตัวอย่างว่าได้ผล ก็วิ่งกรูกันไปใช้บริการ ถึงค่าใช้จ่ายจะแพงเท่าไหร่ไม่ว่า ขอให้เป็นอย่างคำโฆษณาก็แล้วกัน สุดท้ายเวลาผ่านไป 3-4 สัปดาห์ได้ผลจริง เอวที่เคยหนาก็ลดลง หน้าที่เคยบานเป็นกระด้ง ก็หดหาย กลายเป็นคนหน้ารูปไข่ แก้มตอบ ดูสวยไปหมด ผ่านไปทางไหน ก็มีแต่คนมอง เพื่อนฝูง เพื่อนที่ทำงาน ทักทายกันไม่ขาดปาก ถึงรูปร่างที่เปลี่ยนแปลงไป คิดแล้วเงิน ที่เสียไปก็คุ้มค่าต่อการลงทุนแท้ ๆ แต่ที่ไหนได้ ! พอคุณกลับมาใช้ชีวิตอย่างเดิม เผลอกินเข้าไป ลืมออกกำลังกาย แถมไม่ได้ทานยา (เบื่ออาหาร) ที่คุณหมอเคยให้ ไม่นานก็จะกลับมาอ้วนอีก แถมอ้วนกว่าเดิม เป็นขี้ปากให้เพื่อน ๆ นินทาอีกครั้ง เรื่องเหล่านี้ เป็นวัฎจักร ของคนอ้วนที่คิดจะผอม ร้อยทั้งร้อยเลยก็ว่าได้
           ในปัจจุบันนี้ พลโลกมากกว่าครึ่งหนึ่ง ต้องอดอยากเนื่องจาก การขาดแคลนอาหารที่จะบริโภค หรือบริโภคอาหาร ไม่ถูกหลักโภชนาการ พลโลกเหล่านี้ส่วนใหญ่อยู่ในประเทศที่ กำลังพัฒนา เช่นประเทศต่าง ๆ ในทวีปเอเชีย และแอฟริกา แต่ในขณะเดียวกัน พลเมืองส่วนใหญ่ของประเทศ ซึ่งอยู่ทางภาคตะวันตกของโลก เช่น ยุโรป และอเมริกา กลับมี ปัญหาเกี่ยวกับ การทานอาหารมาก เกินกว่าที่ร่างกายจำเป็นต้องใช้ ซึ่งทำให้น้ำหนักร่างกาย มากเกินขนาด (Overweight) และเกิดการสะสมไขมัน มากเกินกว่าปกติ หรือ เกิดเป็นโรคอ้วน (Obesity) ขึ้นในประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา โรคอ้วนเป็นปัญหาที่สำคัญมาก ในด้านโภชนาการ และสาธารณสุขของประเทศ  ในประเทศไทย ถึงแม้ว่าโรค ที่เกิดจากการทานอาหารจนเกินไปนี้ จะยังไม่เป็นปัญหาร้ายแรง ของประเทศก็ตาม แต่ก็มีบุคคลบางพวก ที่มีฐานะความเป็นอยู่ค่อนข้างดี มีอาหารการกิน อุดมสมบูรณ์ มีปัญหาเกี่ยวกับ การทานมากเกินไป และยังมีบุคคลอีกจำนวนมาก ที่มีความเข้าใจผิด เกี่ยวกับการงดรับประทานอาหาร และการควบคุมอาหาร เพื่อไม่ให้น้ำหนักร่างกาย เพิ่มขึ้นมากเกินไป บุคคลดังกล่าว มักใช้วิธีปฏิบัติที่ผิด ซึ่งนอกจากจะทำให้สิ้นเปลืองเงิน โดยเปล่าประโยชน์แล้ว ยังทำให้เกิดอันตราย แก่สุขภาพ พลานามัยอีกด้วย   ี
โรคอ้วนและอาหารลดน้ำหนัก
           "คนอ้วน" หมายถึงบุคคลที่มีน้ำหนักร่างกายสูงกว่าน้ำหนักเฉลี่ยของคนทั่วไปเกินกว่าร้อยละ 20 หรือมีไขมันมากกว่าร้อยละ 25-30 ของน้ำหนักร่างกาย
           ในปัจจุบันนี้ยังไม่มีผู้ใด ทราบแน่นอนถึงน้ำหนัก ที่พอเหมาะสำหรับส่วนสูง อายุ โครงกระดูก และกล้ามเนื้อของแต่ละคน ในต่างประเทศ ได้มีการรวบรวม น้ำหนักเฉลี่ยของร่างกาย ตามเพศ อายุ ส่วนสูงและโครงร่างไว้ และแนะนำให้ใช้น้ำหนักเหล่านั้นไว้ สำหรับเปรียบเทียบ  อย่างไรก็ตาม เป็นที่ยอมรับกันว่า ผู้ที่มีอายุพ้นวัยรุ่น หรือตั้งแต่ 20 ปี ขึ้นไป ความสูงมักจะคงที่ ในประเทศไทยขณะนี้ ยังไม่มีตารางแสดง น้ำหนักของร่างกายตามส่วนสูง แต่จากการสำรวจ ภาวะโภชนาการในประเทศไทย ปรากฎว่าผู้ชายไทย มีความสูงเฉลี่ย ประมาณ 162 เซนติเมตร และมีน้ำหนักเฉลี่ย ประมาณ 52 กิโลกรัม ส่วนผู้หญิงมีส่วนสูงประมาณ 148 เซนติเมตร และน้ำหนักเฉลี่ย ประมาณ 44 กิโลกรัม จากเอกสารของกองโภชนาการ กรมอนามัย ผู้ชายไทย มีน้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 54 กิโลกรัม และผู้หญิงไทย มีน้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 47 กิโลกรัม น้ำหนักดังกล่าวนี้ ควรรักษาไว้ให้คงที่หลังจากอายุ 20 ปีขึ้นไปแล้ว ถ้าเราใช้น้ำหนักดังกล่าว เป็นหลักในการเปรียบเทียบ ผู้ชายไทยที่มีน้ำหนักเกินกว่าร้อยละ 10 คือ ตั้งแต่ประมาณ 60 กิโลกรัมขึ้นไป อาจถือว่ามีน้ำหนักมากเกินขนาด และถ้ามีน้ำหนักมากกว่าร้อยละ 20 คือตั้งแต่ประมาณ 65 กิโลกรัมขึ้นไป อาจถือว่าเป็นโรคอ้วน ถ้าความสูงอยู่ในเกณฑ์ ดังกล่าว
           การใช้น้ำหนักเป็นเครื่องวัดดังกล่าว ประสบกับปัญหาหลายประการ ประการแรก ขณะนี้ยังไม่มีน้ำหนักมาตรฐาน ที่ถูกต้องแน่นอน ในการเปรียบเทียบ ตัวเลขที่ได้มักมาจาก สถิติของบริษัทประกันชีวิต หรือจากการสำรวจ อีกประการหนึ่ง นักกีฬาส่วนใหญ่ ที่มีน้ำหนักมากกว่าคนปกตินั้น น้ำหนักที่เพิ่มขึ้น ไม่ใช่น้ำหนักของไขมัน แต่เป็นน้ำหนักของ เนื้อเยื่อที่ไม่ใช่ไขมัน ดังนั้น การวัดความอ้วนที่ถูกต้องที่สุด จึงควรเป็น การวัดปริมาณไขมัน ที่สะสมในร่างกาย มากกว่าการดูจาก น้ำหนักเพียงอย่างเดียว การวัดปริมาณไขมัน มีหลายวิธี แต่วิธีที่นิยมกันมาก คือ การวัดปริมาณไขมันใต้ผิวหนัง เช่น บริเวณด้านหลังของต้นแขน กึ่งกลางระหว่างหัวไหล่และข้อศอก ถ้าหนาเกินกว่า 1 นิ้วขึ้นไป ถือว่าอ้วน
สาเหตุของโรคอ้วน
           สาเหตุสำคัญ ที่ทำให้ร่างกายมีน้ำหนักมากเกินขนาดนั้น เนื่องมากจาก การทานอาหารมากกว่า ที่ร่างกายจำเป็นต้องใช้ อาหารส่วนเกินนี้ เมื่อร่างกายใช้ไม่หมด จะถูกเก็บสะสมไว้ในร่างกายใ นรูปของไขมัน ไม่ว่าอาหารนั้น จะเป็นข้าว ขนม หรือเนื้อสัตว์ก็ตาม ถ้าทานมากเกินไป ร่างกายจะเปลี่ยนเป็นไขมันได้หมด และเก็บเอาไว้ในร่างกาย เมื่อเป็นเช่นนี้นาน ๆ น้ำหนักก็จะค่อย ๆ เพิ่มขึ้น โดยเหตุนี้ คนที่เป็นโรคอ้วน จึงเป็นผู้ที่มีไขมันสะสมในร่างกาย มากกว่าปกติ
           ในต่างประเทศ ได้มีผู้ทำการวิจัย ในสัตว์ทดลองหลายประเภท และในคน เพื่อหาสาเหตุของโรคอ้วน สรุปได้ว่า มาจากสาเหตุดังต่อไปนี้
           1. ร่างกาย (Body) เช่น กรรมพันธุ์ มีหลักฐานยืนยันว่า ถ้าทั้งพ่อและแม่เป็นคนอ้วนทั้งคู่ ลูกก็มักจะมีโอกาส อ้วนได้มากกว่า ผู้ที่เกิดจากพ่อแม่ที่ไม่อ้วน เข้าทำนองที่ว่า "ดูช้างให้ดูหาง ดูนางให้ดูแม่ ถ้าดูให้แน่ต้องดูปู่ย่าตายายด้วย" การสำรวจในสหรัฐอเมริกา ปรากฎว่า ลูกจะมีโอกาสอ้วนได้ร้อยละ 80 ถ้าพ่อและแม่อ้วนทั้งคู่ ถ้าพ่อและแม่ คนหนึ่งคนใดอ้วน ลูกจะมีโอกาสอ้วนร้อยละ 40 ถ้าพ่อและแม่ไม่อ้วนทั้งคู่ ลูกจะมีโอกาสอ้วนเพียงร้อยละ 7
           2. สารหรือตัวการ (Agent) การเปลี่ยนแปลงดุล ของฮอร์โมนในร่างกาย เช่น ระหว่างตั้งครรภ์ หรือให้นมทารก ทำให้มีความอยากอาหารมากขึ้น เมื่อทานมากเกินความต้องการ  น้ำหนักก็จะเพิ่มมากขึ้น ถ้าปล่อยไว้ไม่รีบแก้ไข ก็ทำให้อ้วนได้ในที่สุด โรคภัยไข้เจ็บบางอย่าง ในสมองและระบบประสาท ที่เกิดขึ้นในสัตว์ทดลอง หรือในคน จะมีผลทำให้กินมากผิดปกติ และเป็นโรคอ้วนได้ง่าย การผ่าตัดหรือใช้สารเคมี ที่ทำอันตรายแก่สมองส่วนหน้า หรือต่อมใต้สมอง ก็ทำให้เกิดโรคอ้วนได้เช่นเดียวกัน
           3. สิ่งแวดล้อม (Environment) เช่น นิสัยการทานไม่ดี อิ่มแล้วก็ยังทานโน่นทานนี่ทั้งวัน หรือชอบทานอาหาร มีไขมันสูง อาหารมันจัด หวานจัด หรือทานมากแต่ ออกกำลังกาย หรือใช้แรงงานน้อย ภาวะทางเศรษฐกิจสังคม หรือขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรม ก็เป็นสาเหตุหนึ่ง ที่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ผู้ที่เป็นโรคอ้วนบางรายมากจาก สภาพจิตใจไม่ปกติ เช่น ผิดหวังเรื่องรักใคร่ หรือพ่อแม่ไม่เอาใจใส่ เลยหาทางออกโดยการทานมากขึ้น
           ในเรื่องสิ่งแวดล้อมนี้ จะเห็นได้ว่าสาเหตุใหญ่ เกิดจากความเจริญทางวิชาการ และเทคนิคด้านอาหาร และเกษตรกรรม ในระยะหลังนี้ มีการปรับปรุงคุณภาพของอาหาร
           คนทานอาหารมากขึ้น เพราะอาหารมีรูปลักษณะที่ชวนบริโภค และมีการคิดค้นเครื่องผ่อนแรงต่าง ๆ ทำให้คน ไม่ต้องใช้แรงงานมาก อาหารที่ทานเข้าไปในร่างกาย ถูกใช้น้อยกว่าปกติ คนจึงเป็นโรคอ้วนกันมาก
อันตรายที่เกิดจากการมีน้ำหนักมากเกินขนาดหรือโรคอ้วน
           ในสหรัฐอเมริกาพบว่า ผู้ชายอายุสูงกว่า 30 ปี ร้อยละ 50 มีน้ำหนักมากเกินขนาด และร้อยละ 25 เป็นโรคอ้วน ส่วนผู้หญิงอายุ 40 ปีขึ้นไป เป็นโรคอ้วน ถึงร้อยละ 15-30 ในประเทศอื่นส่วนใหญ่ ไม่มีตัวเลขที่แน่นอน
           จากสถิติที่รวบรวมได้ในหลายประเทศเห็นว่า คนที่ทานมากเกินไป จนเป็นโรคอ้วนนั้น มักอายุสั้น มีความต้านทานโรคต่ำ และติดโรคง่าย มีอัตราการป่วย และการตายสูง เนื่องจากเป็นโรคหัวใจ นอกจากนี้ยังมีความโน้มเอียง ที่จะเป็นโรคปวดข้อ โรคเกี่ยวกับต่อมต่าง ๆ ในร่างกายผิดปกติ โรคกระเพาะอาหาร และลำไส้อักเสบได้ง่าย  บุคคลเหล่านี้ มักเป็นอันตรายได้ง่าย เมื่อเกิดมีการผ่าตัด และเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ในขณะที่ตั้งครรภ์ หรือคลอดบุตร นอกจากนี้คนอ้วนมักอึดอัด เคลื่อนไหวไม่สะดวก เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย มักเหนื่อยง่าย ปวดศีรษะ และมีปัญหาเกี่ยวกับการทรงตัว สุขภาพจิตไม่ค่อยดี เพราะแต่งกายให้สวยงามได้ยาก และมักมีปัญหาเกี่ยวกับ การถูกล้อเลียน
การลดน้ำหนักหรือการลดความอ้วน
           มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์แสดงชัดเจน การลดน้ำหนักจะช่วยให้มีอายุยืนและช่วยในการรักษาโรคต่าง ๆ กล่าวมาแล้วได้เป็นอย่างดี ดังนั้น การลดน้ำหนักจึงเป็นสิ่ง
จำเป็นมาก วิธีลดน้ำหนักที่ถูกต้องและไม่เป็นอันตรายแก่ร่างกายก็คือ การลดไขมันที่สะสมอยู่มากกว่าปกติในร่างกาย ซึ่งทำได้ดังนี้
           1. การแก้ไขด้านอาหาร หรือลดปริมาณอาหารที่ทาน
           2. การออกกำลังกาย หรือการทำงานเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ร่างกายเผาผลาญสารอาหารที่ทานเข้าไปมากขึ้น
การแก้ไขด้านอาหาร
อาหารลดน้ำหนักที่ถูกหลักโภชนาการควรมีลักษณะดังนี้
           1. ควรมีพลังงาน (แคลอรี) ต่ำกว่าที่ร่างกายต้องการ เมื่อร่างกายได้พลังงานไม่พอจากอาหาร ร่างกายจะได้ใช้ไขมัน ที่สะสมไว้มาเผาผลาญแทน น้ำหนักร่างกายก็จะค่อย ๆ ลดลง สำหรับผู้ชาย ที่ต้องการลดน้ำหนัก  ควรทานอาหาร ที่ให้พลังงานวันละ 1,500-2,000 แคลอรี ถ้าเป็นหญิง ควรทานอาหารที่ให้พลังงานวันละ 1,200-1,600 แคลอรี พลังงานที่ได้รับขนาดนี้จะช่วยให้ลดน้ำหนักได้โดยปลอดภัย แม้ว่าบุคคลนั้น จะมีโอกาสออกกำลังกาย ไม่มากนักก็ตาม และไม่ทำให้หิวจัด อ่อนเพลีย หรือร่างกายทรุดโทรม จนเกิดโรคภัยไข้เจ็บ อาหารลดน้ำหนัก ที่มีพลังงานต่ำกว่าวันละ 1,000 แคลอรี มักไม่ใคร่ใช้กัน เพราะยาก ที่จะจัดให้เป็นอาหารสมส่วนได้ โดยทั่วไป ถ้าลดพลังงานในอาหาร ลงวันละ 500-1,000 แคลอรีต่อวัน จะช่วยลดน้ำหนักได้สัปดาห์ละ 1/2-1 กิโลกรัม หรือเดือนละ 2-4 กิโลกรัม
           การลดแคลอรีในอาหาร ทำได้โดยลดปริมาณอาหาร ที่มีแป้งและน้ำตาลให้น้อยลง เช่น ถ้ารับประทานข้าว แล้วไม่ควรทานก๋วยเตี๋ยว บะหมี่ ขนมปัง หรือขนมหวานเพิ่มเติม จากข้าว หรือถ้าเคยทานข้าว 2 ถ้วนในมื้อหนึ่ง ก็ควรลดเหลือเพียงถ้วยเดียว เวลาทานก๋วยเตี๋ยว ก็ควรบอกผู้ปรุง ให้ใส่เส้นก๋วยเตี๋ยวแต่น้อย ใส่ผักหรือเนื้อให้มาก ข้าวที่ทาน ควรเป็นข้าวที่มีวิตามิน และเกลือแร่สูง เช่น ข้าวกระยาทิพย์ ข้าวที่ขัดสีแต่น้อย ฯลฯ วิตามินและเกลือแร่ จะช่วยต้านทานโรค ทำให้ร่างกายแข็งแรง และช่วยให้อวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย ทำงานตามปกติ ระหว่างที่มีการลดน้ำหนัก
           2. ควรทานโปรตีนในปริมาณสูง ปกติผู้ใหญ่ต้องการโปรตีน ในอาหารประมาณ 1 กรัม ต่อน้ำหนักร่างกาย 1 กิโลกรัม จากผลการค้นคว้าปรากฎว่า เวลาลดน้ำหนัก เมื่อทานอาหาร ที่มีแคลอรีต่ำเข้าไป โปรตีนในอาหารมักจะถูกเผาผลาญ ใช้เป็นพลังงาน มากกว่าจะถูกใช้ในการสร้าง หรือซ่อมแซมเนื้อเยื่อ นอกจากนี้ โปรตีนในร่างกายมักจะ สลายตัวมากขึ้นด้วย ดังนั้น ในการลดน้ำหนัก จึงควรทานอาหาร ที่มีโปรตีนสูงประมาณ 1.5 กรัมต่อน้ำหนัก 1 กิโลกรัม มีผู้พบว่า การทานโปรตีนปริมาณนี้ จะช่วยป้องกัน การสูญเสียไนโตรเจน อันเนื่องมาจาก การเอาโปรตีนในอาหาร หรือจากเนื้อเยื่อ และช่วยให้อิ่มนานขึ้นอีกด้วย
           ผู้ที่ลดน้ำหนัก ควรทานโปรตีนวันละ 70-100 กรัม หรือไม่น้อยกว่าวันละ 60 กรัม และควรแบ่งให้เท่า ๆ กันทั้ง 3 มื้อ ส่วนใหญ่ควรเป็นโปรตีน ที่ได้จากเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน หรือผลิตผลจากสัตว์ เช่น ไข่ นม ที่เอาไขมันออก  หรือจากถั่วเหลือง และถั่วเมล็ดแห้งอื่น ๆ จึงจะให้ประโยชน์แก่ร่างกายคุ้มค่า ควรทานเนื้อปลาให้มาก เพราะมีไขมัน ต่ำกว่า เนื้อสัตว์ชนิดอื่น และย่อยง่าย ควรทานปลาทะเลให้บ่อย เพราะให้ไอโอดีน ซึ่งช่วยป้องกันโรคคอพอกด้วย ควรทานเนื้อหมูไม่ติดมันด้วย เพราะให้โปรตีนและวิตามิน บีหนึ่ง ส่วนเครื่องในสัตว์ เช่น ตับ ก็มีประโยชน์และมีเหล็ก และวิตามินต่าง ๆ สูง
           ในการประกอบอาหาร เนื้อสัตว์ไม่ควรใช้วิธีทอด ควรย่างหรือต้มกับผักก็ได้ อาหารพวกถั่วเมล็ดแห้ง ควรหุงต้มให้เปื่อย จะได้ย่อยง่ายขึ้น และควรพยายามทานให้บ่อยครั้ง เพราะให้โปรตีน คุณภาพทัดเทียมกับเนื้อสัตว์ และไม่มีสารไขมัน พวกคอเลสเตอรอล ซึ่งจะทำอันตรายแก่หลอดเลือดด้วย
           3. ควรมีไขมันพอสมควรในอาหาร ขณะลดน้ำหนักคนชอบคิดว่า ควรงดทานไขมันทั้งหมด นับว่าเป็นการเข้าใจที่ผิด เราไม่ควรงดอาหารไขมันไปเลย ควรจะมีทาน บ้างสักเล็กน้อย  เพราะไขมัน ช่วยดูดซึมวิตามิน ที่ละลายในไขมัน ให้กลายเป็นกรดไขมัน ที่จำเป็นแก่ร่างกาย และช่วยให้อาหาร อยู่ในกระเพาะได้นาน หรืออิ่มนาน จนกว่าจะถึงเวลาอาหารมื้อต่อไป ไขมันที่ควรรับประทาน ในการลดน้ำหนัก ควรเป็นไขมัน ที่มาจากพืชเป็นส่วนใหญ่ เช่นน้ำมันถั่ว น้ำมันรำ ฯลฯ น้ำมันพืชดังกล่าว (ยกเว้นน้ำมันมะพร้าว) ซึ่งมีกรดไขมัน ที่จำเป็นแก่ร่างกาย และกรดไขมัน ที่ไม่อิ่มตัวผสมอยู่มาก และไม่มีสารพวก คอเลสเตอรอล กรดไขมันดังกล่าวนี้ สามารถลด คอเลสเตอรอลในเลือดได้ จึงช่วยป้องกัน ไม่ให้เกิดโรคเกี่ยวกับหลอดเลือด ไขมันจากเนื้อมะพร้าว และน้ำมันมะพร้าวนั้น ไม่มีคอเลสเตอรอลก็จริง แต่มีกรดไขมันพวกอิ่มตัวอยู่มาก มีกรดไขมันพวกไม่อิ่มตัวน้อย จึงไม่มีประโยชน์มากนัก นแง่ป้องกันโรคเส้นเลือด แข็งเปราะเหมือนไขมันจากพืชอื่น ๆ
           ไขมันก็กระจายตัวง่าย เช่น ไขมันที่มาจากนม ไข่แดง ปลาติดมัน ก็รับประทานได้เป็นครั้งคราว แต่ไม่ควรทานไขมัน ที่ติดกับเนื้อสัตว์อื่น เช่น หมูสามชั้น มันเนื้อ และควรใช้ น้ำมันพืชดังกล่าวมาแล้วประกอบอาหาร ทำน้ำสลัด หรือาจใช้น้ำสลัดที่ไม่ใส่ไขมัน แต่ใส่น้ำส้มหรือน้ำมะนาวแทน
           ในเรื่องเกี่ยวกับไขมันนี้ บุคคลส่วนมาก มักเข้าใจว่าทานน้ำมันพืชแล้วไม่อ้วน ความจริงทั้งไขมันจากพืชและสัตว์ ถ้าทานมากเกินไป ทำให้อ้วนได้ทั้งนั้น อาหารพวกแป้งหรือข้าวก็เช่นเดียวกัน ถ้าทานมากไป ก็สามารถเปลี่ยนเป็นไขมันได้ ดังนี้นถึงแม้คนไทย ทานอาหารที่มีไขมันต่ำก็จริง แต่ทานข้าวและขนมหวานกันมาก ซึ่งก็ทำให้อ้วนได้เช่นเดียวกัน
           4. ควรทานผักและผลไม้ให้มากขึ้น เพราะผักและผลไม้ เป็นอาหารให้แคลอรีต่ำ มีเกลือแร่และวิตามินสูง และช่วยบรรเทาความหิวได้ ในระหว่างที่มีการลดอาหาร
           ผักที่มีแคลอรีต่ำมาก และควรทานเป็นประจำทุกมื้อ โดยไม่จำกัดจำนวน ได้แก่ ผักใบเขียว เช่น ผักบุ้ง คะน้า ตำลึง ผักกระเฉด ผักกาดหอม แตงกวา เห็ด ดอกกะหล่ำ เป็นต้น
           ผักที่มีแคลอรีพอควรซึ่งอาจทานได้บ่อยครั้งได้แก่ หัวผักกาดแดง หัวหอม ถั่ว ฟักทอง บวบ ฯลฯ
           ผักที่มีแคลอรีค่อนข้างสูง เช่น มันเทศ มันฝรั่ง ข้าวโพด เผือก ทานได้เป็นครั้งคราว ไม่ควรทานบ่อย
           ผักที่ทานควรเป็นผักสด เช่น ทำเป็นสลัด ถ้าหุงต้มควรทำแกงจืด แบบซุปหรือแกงส้มดีกว่าทอดหรือผัดกะทิ
           เลือกทานผลไม้ที่รสไม่หวานจัด ทานผลไม้สดพวกที่มีวิตามินซีสูงทุกวัน เช่น ส้มเขียวหวาน ผลไม้อื่น เช่น มะละกอสุก สับปะรด กล้วยทานได้ไม่จำกัดจำนวนและควรดื่ม น้ำผลไม้สดที่ไม่ใส่น้ำตาล ไม่ควรทานผลไม้กวน เพราะมีน้ำตาลอยู่มาก งดทานแยม หรือมาร์มาเลดเด็ดขาด เพราะให้แคลอรีสูง
           สำหรับผู้ที่แพทย์แนะนำให้ทานอาหาร มีแคลอรีต่ำมาก หรือถ้าเป็นหญิงมีครรภ์ ที่ต้องลดน้ำหนัก ควรทานเกลือแร่ เช่น เหล็ก แคลเซียม และวิตามินรวมเพิ่มเติม
           สรุปได้ว่า ทานอาหารพวกเนื้อสัตว์ให้น้อยลง ทานผักและผลไม้ให้มากขึ้น ลดข้าว ขนมและไขมัน อาหารที่ควรละเว้น ได้แก่ อาหารที่ทอดด้วยน้ำมัน หรือไขมัน ผลไม้เปลือกแข็ง เนยเหลว ช็อกโกแลต ไอศกรีม เนื้อหรือปลามีมันสูง น้ำสลัดข้น ปลากระป๋องที่แช่ในน้ำมัน ขนมหวานจัด น้ำเชื่อม น้ำผึ้ง รวมทั้งเครื่องดื่มพวกน้ำอัดลม เครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ (แอลกอฮอล์ 1 กรัม มีปริมาณถึง 7 แคลอรี)
การออกกำลังกาย
           การออกกำลังกาย จะช่วยให้การใช้อาหารลดน้ำหนัก เป็นไปได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น เพราะเวลาร่างกายทำงาน หรือออกกำลังกาย ร่างกายจำเป็นต้องใช้พลังงาน ถ้าออกแรงมาก ก็ยิ่งต้องใช้พลังงานมาก การออกกำลังกาย ยังช่วยให้กล้ามเนื้อ และอวัยวะทุกส่วนของร่างกาย ประสานงานกันดีขึ้น หัวใจ และปอดทำงาน ดีขึ้น  ไม่เหนื่อยง่าย ท้องไม่ผูก
           จากการทดสอบพบว่า ถ้าเราเดินวันละ 1 ชั่วโมงด้วยความเร็วพอสมควร วิ่ง ขี่จักรยานหรือว่ายน้ำวันละ 20 นาที จะเสียพลังงานวันละ 200 แคลอรี ถ้าทำเช่นนี้ทุกวัน เป็นเวลาหนึ่งเดือนจะช่วยให้น้ำหนักลดลงประมาณ 1/2-1 กิโลกรัม การทำสวนปลูกต้นไม้ รดน้ำต้นไม้ก็จะช่วยลดน้ำหนักได้เช่นเดียวกัน การขึ้นลงบันไดบ่อย ๆ เป็นการออกกำลังกาย ที่ทำได้ง่าย และช่วยลดน้ำหนักด้วย คนอ้วนที่ไม่เป็นโรคหัวใจ หรือความดันโลหิตสูง ควรพยายามเคลื่อนไหว ออกกำลังกายให้มาก และพยายามทำ ให้สม่ำเสมอทุกวัน ควบคู่กันไปกับการลดอาหาร
           ในเรื่องการออกกำลังกายนี้ มีผู้โต้แย้งเสมอว่า เวลาออกกำลังกายเหนื่อย ความอยากอาหารมักจะมีมากขึ้น ทำให้ยิ่งหิว ก็ยิ่งทานอาหารได้มาก เลยลดน้ำหนักไม่สำเร็จ บางคนอ้วนกว่าเดิมก็มี ที่เป็นเช่นนี้ เพราะผู้ปฏิบัติไม่ทำโดยสม่ำเสมอ มักจะทำบ้างหยุดบ้าง จึงทำให้การลดน้ำหนัก ไม่ได้ผล นักวิทยาศาสตร์ ผู้ทำการค้นคว้าเรื่องนี้โดยละเอียด อธิบายว่า คนที่ไม่เคยออกกำลังกาย ถ้ามาออกแรงทำงาน หรือเล่นกีฬา ความอยากอาหารจะเพิ่มขึ้นในตอนแรก  ซึ่งเป็นธรรมชาติของร่างกาย ที่จะปรับปรุงการทานอาหาร ให้ได้สมดุล กับปริมาณพลังงานที่ร่างกายใช้จ่าย คือ เมื่อใช้มาก ก็ทานมาก เป็นเงาตามตัว แต่ถ้าบุคคลนั้น ออกกำลังกายให้มากขึ้น จนถึงระดับหนึ่ง และทำจนเคยชิน ความอยากอาหาร จะไม่เปลี่ยนแปลง ถ้าบุคคลนั้นออกกำลังกาย จนเข้าขั้น เหนื่อยล้า (Fatigue) ความอยากอาหาร ก็จะลดลง ดังนั้นการออกกำลังกาย จะช่วยลดน้ำหนัก ได้ก็ต่อเมื่อผู้ปฏิบัติ ทำสม่ำเสมอ และมากพอควร แต่ไม่ควร มากเกินไป จนถึงให้โทษ หรือเป็นอันตรายแก่ร่างกาย
ข้อควรปฏิบัติอื่น ๆ ในการลดน้ำหนัก
           1. ปรึกษาแพทย์ หรือผู้ที่มีความรู้ในเรื่องของการลดน้ำหนัก โดยเฉพาะ เพื่อจะได้ทราบว่า สาเหตุของการเป็นโรคอ้วนนั้น เนื่องมาจากการทำงานของ ต่อมต่าง ๆ ผิดปกติ หรือนิสัยการกินไม่ดี แพทย์หรือผู้ชำนาญเรื่องนี้ จะเป็นผู้บอกว่า บุคคลนั้น ควรจะลดน้ำหนักมากน้อยเท่าใด กินอย่างไร และออกกำลังกาย มากน้อยเพียงใด จึงจะไม่เป็นอันตรายแก่ร่างกาย
           2. ชั่งน้ำหนักร่างกายอย่างน้อยเดือนละ 1-2 ครั้ง การชั่งน้ำหนักควรชั่งเวลาเดียวกันทุกครั้ง อย่าลืมว่า น้ำหนักร่างกาย เปลี่ยนแปลงตลอดวัน การชั่งน้ำหนักเวลาเดียวกันจะทำให้ทราบ การเปลี่ยนแปลงน้ำหนักโดยแท้จริง เวลาที่ดีที่สุด ในการชั่งน้ำหนัก คือ หลังจากทำความสะอาดร่างกายแล้ว ก่อนรับประทานอาหารเช้า
           3. ควรลดน้ำหนักทีละน้อย หรือค่อยเป็นค่อยไป จึงจะปลอดภัย การลดน้ำหนักฮวบฮาบ ในเวลาอันสั้น อาจทำให้เกิดการเจ็บป่วย หรือถึงตายได้ ดังนั้นในสัปดาห์หนึ่ง ควรลดน้ำหนักไม่เกิน 1/2-1 กิโลกรัม นอกจากแพทย์ จะเป็นผู้ควบคุมอย่างใกล้ชิด อย่าลืมว่า น้ำหนักร่างกายของคนเรานั้น ไม่ได้ เพิ่มขึ้นในเวลา 1-2 สัปดาห์ การเพิ่มน้ำหนัก 10 กิโลกรัม ใช้เวลาเป็นแรมเดือน หรือนับปี ดังนั้นการลดน้ำหนัก ย่อมยากที่จะทำสำเร็จภายใน 1-2 เดือน ในระยะแรก ของการลดน้ำหนัก ต้องมีความอดทนพอสมควร คือต้องรอคอยผล ซึ่งต้องใช้เวลา ใน2-3 สัปดาห์แรก อาจทำให้ไม่ได้ผล ต้องพยายามลดน้ำหนักต่อไป น้ำหนักจึงจะค่อย ๆ ลดลง ในอัตราทสม่ำเสมอ โดยมากคนไข้ มักหมดกำลังใจเสียก่อน เลยทำไม่สำเร็จ
           4. พยายามรับประทานอาหารให้ตรงเวลา อย่าอดอาหารบางมื้อ คนทั่วไปชอบคิดกันว่า ถ้าอดอาหารเช้า จะทำให้น้ำหนักลดลง นับว่าเป็นความคิดที่ผิด นักโภชนาการ ได้ทำการค้นคว้าแล้วว่า อาหารมื้อเช้า เป็นมื้อที่สำคัญที่สุด และต้องเป็นอาหาร ที่มีประโยชน์ที่สุด เพราะร่างกายไม่ได้รับอาหาร มาเป็นเวลาหลายชั่วโมง จึงจำต้องได้รับอาหาร ที่ดีมาทดแทน เพราะถ้าเราอดอาหารเช้าแล้ว ธรรมชาติของร่างกาย จะทำให้รับประทานอาหารชดเชย มากขึ้นในมื้อต่อไป ควรทานอาหารทุกมื้อตามปกติ แต่ไม่ควรทานมื้อเย็นมากนัก และควรลดขนมหวาน หรือเครื่องดื่ม ที่มีพลังงานสูงก่อนเข้านอน เพราะหลังอาหารมื้อเย็น ร่างกายไม่ได้ออกแรงทำงาน อาหารที่รับประทานเข้าไป จะถูกเก็บสะสมไว้ ทำให้น้ำหนักเพิ่มได้ง่าย  ถ้ารู้สึกหิว ควรดื่มน้ำผลไม้ หรือนมอุ่น ๆ ที่ไม่มีไขมันสัก 1 แก้วก่อนนอน
           5. ควรแก้ไขนิสัยการบริโภคอาหารที่ไม่ดี เป็นต้นว่า ต้องทานแต่พอรู้สึกอิ่มเท่านั้น จากการค้นคว้าพบว่า แม่บ้านที่เป็นโรคอ้วน ส่วนใหญ่เกิดจากการที่ ชอบทานจุบทานจิบอยู่ตลอดเวลา ทั้งที่รู้ตัวว่าอิ่มแล้ว เพราะเสียดายของ ไม่ต้องการให้อาหารเหลือ ควรหัดให้กระเพาะ ชินกับการจำกัดอาหารทีละน้อย ในที่สุด ก็จะทานน้อยไปเอง ถ้ารู้สึกหิวก่อนถึงเวลาอาหาร ควรทานผลไม้ หรือดื่มน้ำผลไม้เท่านั้น หรืออาจใช้เครื่องดื่ม ที่ไม่มีครีมและน้ำตาลได้ นอกจากนี้ มีรายงานว่า ผู้ที่ทานอาหารรีบร้อน หรือเร็วมักอ้วนง่ายกว่าผู้ที่ทานช้า
           6. ควรออกกำลังกายควบคู่ไปกับการจำกัดอาหาร จากการสำรวจพบว่า นักเรียนหญิงที่เป็นโรคอ้วน มักไม่ชอบออกกำลังกาย ทั้งที่ทานอาหารเท่าเด็กปกติ การออกกำลังกาย ปฏิบัติได้ทุกเวลา เว้นแต่หลังอาหารใหม่ ๆ หรือก่อนนอน  ทางที่ดีควรออกกำลังกาย ก่อนทานอาหารประมาณ 1-2 ชั่วโมง นักวิทยาศาสตร์ได้แสดงให้เห็นว่า การออกกำลังกายเพียงวันละ ครึ่งชั่วโมงทุกวัน จะให้ประโยชน์แก่ร่างกายได้มาก
           7. ไม่ควรอดนอน หรือลดชั่วโมงการพักผ่อนลง ควรพักผ่อนหลับนอนตามปกติ เพราะระหว่างลดน้ำหนัก ร่างกายมักอ่อนแอลง เป็นช่องทางให้เกิดโรคได้ง่าย ดังนั้นอาหารที่ทาน ถึงจะมีปริมาณน้อย ก็ต้องมีคุณค่าสูง และร่างกาย ก็ต้องการพักผ่อนอย่างเพียงพอด้วย
           8. เมื่อลดน้ำหนักได้สำเร็จ จนถึงระดับที่ต้องการแล้ว ต้องควบคุมน้ำหนักไว้ โดยต้องระมัดระวัง เรื่องการทานอาหาร และหมั่นออกกำลังกาย ถ้าไม่ควบคุมให้ดี น้ำหนักจะเพิ่มขึ้นโดยง่าย
           9. ในต่างประเทศพบว่า การลดน้ำหนักเป็นหมู่ หรือเป็นพวกนั้นทำได้ง่ายกว่าทำคนเดียว ดังนั้น ควรหาสมัครพรรคพวก แล้วแข่งกันว่าใครจะทำได้ สำเร็จก่อน
โรคผอมแห้งและอาหารเพิ่มน้ำหนัก
           ผู้ที่มีน้ำหนักน้อยเกินขนาด (Underweight) หมายถึงผู้ที่มีน้ำหนัก น้อยกว่าน้ำหนักเฉลี่ยของคนปกติร้อยละ 10-20 ถ้าน้ำหนักน้อยกว่าคนปกติร้อยละ 20 ถือว่าเป็นโรคผอมแห้ง (Chronic leanness)
           ปัญหาเกี่ยวกับน้ำหนักน้อยกว่าปกติ และโรคผอมแห้งนี้ มักได้รับความสนใจน้อยกว่าโรคอ้วน โดยมากเกิดกับผู้ที่เคลื่อนไหวมาก พักผ่อนน้อย ทานน้อย จู้จี้เลือกอาหาร ทานไม่ลง หรือเบื่ออาหารง่าย หรือมีโรคภัยไข้เจ็บ เช่น ต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไป ทำให้อาหาร ที่ทานเข้าไปถูกเผาพลาญมาก หรือ เป็นโรคที่ทำให้ อาหารดูดซึมไม่ดี เช่น คลื่นไส้อาเจียน โรคกระเพาะลำไส้ ท้องเดิน ฯลฯ นอกจากนี้ มักมีอารมร์เครียด และหมกมุ่นวิตกกังวลอยู่เสมอ การมีน้ำหนักน้อยเกินไป ก็มีผลร้าย คือเหนื่อยง่าย ความต้านทานโรคต่ำ มักเป็นโรคขาดสารอาหาร และโรคอื่น ๆ เช่นวัณโรค และเกิดผลร้ายใน ระหว่างตั้งครรภ์ ดังได้กล่าวมาแล้ว
           อาหารสำหรับผู้มีน้ำหนักน้อยกว่าปกตินั้น มีลักษณะตรงข้าม กับอาหารของผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก คือ ต้องมีพลังงาน หรือแคลอรีสูงกว่าปกติวันละ 500 แคลอรีขึ้นไป หรือควรทานวันละ 3,000-3,500 แคลอรี สำหรับผู้ที่ออกแรงทำงานพอควร การเพิ่มแคลอรี ทำได้โดยทานอาหาร ที่ให้พลังงานสูงและทานเนื้อที่น้อย เข่น เนยเหลว ไอศกรีม ขนมหวาน ทานผักและผลไม้ ที่ให้พลังงานสูงพอควร แต่ไม่ควรลดปริมาณโปรตีน ควรทานโปรตีนเท่ากับคนปกติ หรือมากกว่าคนปกติ ดังนั้นจึงควรทานเนื้อสัตว์ นม ไข่ ถั่วเมล็ดแห้ง และผลไม้เปลือกแข็ง ให้มากขึ้นกว่าปกติ สำหรับผู้ที่ไม่ใคร่มีความอยากอาหาร อาจต้องออกกำลังกายบ้างเล็กน้อย เพื่อกระตุ้นให้มีความอยากอาหารมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ไม่ควรทานอาหารที่มันจัด หรือหวานจัดเกินไป เพราะจะทำให้ทานอาหาร ได้น้อยกว่าปกติ ผู้ที่มีน้ำหนักน้อย ควรพักผ่อนให้เพียงพอ และต้องพยายามทำจิตใจให้เบิกบาน   ี้
สรุป
           ถึงแม้ว่าคนไทย จะยังไม่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคอ้วนมากนัก ผู้อยู่ในวัยกลางคน สตรีที่กำลังตั้งครรภ์ และให้นมบุตร ควรระวังเรื่องอาหารการทานให้มาก ไม่ควรรับประทานมากจนเกินไป เพราะนอกจาก จะทำให้น้ำหนักมากเกินขนาด หรือเกิดโรคอ้วน ซึ่งเป็นช่องทางให้ภูมิต้านทานโรคต่าง ๆ ลดลงแล้ว ยังมีผลเสีย ต่อร่างกายและจิตใจหลายอย่าง ดังได้กล่าวมาแล้ว ดังนั้นถ้าเราทานแต่พอประมาณ นอกจากจะช่วยป้องกันโรคภัยไข้เจ็บข้างต้น และมีอายุยืนยาวแล้ว ยังช่วยรักษารูปทรง และมีความสะดวกใจ ในการแต่งกายด้วย แต่ละคนอาจวินิจฉัยตนเองได้ง่าย โดยดูขนาดเสื้อผ้าที่เคยสวม ขนาดของเอว สะโพกและแขนว่า มีไขมันสะสมตรงส่วนใดมากผิดปกติ แล้วตัดสินเอาว่า ควรเพิ่มหรือลดน้ำหนักเท่าใด จึงจะดูเหมาะสม การลดน้ำหนัก ไม่จำเป็นต้องทำให้ถึงขนาด ผอมระหงหรือนางแบบ เพียงแต่ลดลง จนถึงน้ำหนักที่เราเห็นว่า ร่างกายแข็งแรง สบาย ไม่มีโรคภัยก็พอแล้ว ในการลดน้ำหนัก ต้องไม่ลืมว่า ไม่มีวิธีใด จะแก้ไขได้ดีเท่า การทานพอประมาณ และการออกกำลังกาย วิธีที่โฆษณากันอยู่ในปัจจุบัน เช่น ใช้สบู่ครีม อาบน้ำร้อนนวด ใช้เสื้อผ้า รัดรูปพิเศษ เครื่องมือลดไขมัน หรือการทานยานั้น ได้ผลเพียงชั่วคราว และอาจเป็นอันตรายแก่ร่างกายได้ง่าย นอกจากนี้ ต้องระลึกเสมอว่า การลดน้ำหนักควร ค่อยเป็นค่อยไป จึงจะเป็นวิธีที่ถูกต้อง และปลอดภัย แก่สุขภาพอนามัยมากที่สุด
10 วิธีลดความอ้วนได้ผลอย่างสดชื่นและเป็นสุข
           1. คิดเมนูอาหารล่วงหน้า และทานอาหารที่เตรียมไว้ เพราะการคิดเมนูอาหาร ไว้ล่วงหน้าแล้ว มักได้อาหาร ที่ถูกสุขลักษณะตามต้องการ
           2. ไปตลาดหรือห้างสรรพสินค้า ในขณะที่ทานอาหารอิ่มแล้ว จะทำให้ไม่อยากที่จะซื้ออะไรทานอีก
           3. ทานแต่เพียงเล็กน้อย เช่น อยากดื่มน้ำหวาน ก็รินนิดหน่อย อย่าเทตามใจชอบ แล้วรีบปิดจุกขวดทันที อยากทานถั่วทอด ก็ทานเล็กน้อย แล้วรีบปิดซองทันที เป็นต้น
           4. อย่าไปทานตามภัตตาคารบ่อย ๆ โดยเฉพาะการทานอาหารบุฟเฟต์ มักจะมีอาหารประเภทไขมันมาก และมีหลากหลายชนิด ยั่วยวนให้เกิดความอยากทาน
           5. ไม่ทานอาหารแคลอรีสูง เช่น ช็อกโกแลต ของทอด คุกกี้ ของแบบนี้ ไม่ควรมีไว้ในบ้าน ควรจะมีผลไม้ ผักไว้ในตู้เย็นมาก ๆ เวลาอยากทานของว่าง ประเภทไขมัน จะได้ทานผลไม้หรือผักแทน
           6. ชักชวนคนในบ้านไม่ทานอาหารทำลายสุขภาพ เช่น ของทอด ๆ หรือไอศกรีม เพื่อเป็นการป้องกัน ไม่ให้เราอยากทานไปด้วย
           7. ทำตัวให้กระฉับกระเฉง หาทางออกกำลังกาย และหลีกเลี่ยงความสะดวกสบายจนเกินไป เช่น เดินไปไหนแทนการนั่งรถเมล์ ขึ้นบันไดแทนการขึ้นลิฟต์ เป็นต้น
           8. ดื่มน้ำ 1 แก้วก่อนทานอาหารทุกมื้อ จะได้อิ่มและทานอาหารอื่นน้อยลง
           9. แปรงฟันทุกครั้งที่ทานอาหาร เนื่องจากฟันสะอาด ลมหายใจดีมีความสดชื่น ทำให้เกิดการลังเลก่อนทานทุกครั้ง เพราะขี้เกียจที่จะแปรงฟันใหม่
         10. ไม่นัดเพื่อนหรือแฟนที่ร้านอาหาร ร้านขนม หรือคาเฟ่ ไม่จัดการประชุม ใกล้สถานที่ที่มีอะไร ยั่วยวนชวนรับประทาน
ทางลัด(ที่เชื่อว่า)ลดความอ้วนได้...จริงหรือ

           ดังที่กล่าวมาแล้วว่า คนอ้วนจำนวนมาก เป็นกังวลเกี่ยวกับ น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น อย่างไม่มีหนทางที่จะสกัดกั้นมันได้ ทั้ง ๆ ที่ก็รู้อยู่แก่ใจว่าหากลดปริมาณ อาหารโดยไม่ตามใจปาก และออกกำลังกาย อย่างสม่ำเสมอก็เพียงพอ ที่จะช่วยให้น้ำหนักตัวลดลงได้  แต่กระนั้น มันก็ต้องใช้เวลา ซึ่งช้าเกินไปกว่าที่จะรอเห็นภาพตัวเอง ผอมลงได้
           ดังนั้นเมื่อมีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ของบรรดาสถาบันต่าง ๆ ว่าได้คิดค้นวิธีลดน้ำหนัก ให้กับสาวหนุ่มร่างยักษ์ได้สำเร็จ ผู้คนจึงแห่ไปกันมากมาย เพื่อเข้าคิว รอพบหมอเทวดา ที่บันดาลให้คุณเธอทั้งหลาย ผอมเพรียวได้ในไม่กี่วัน
           เงินทองที่ลูกค้าทุ่มเทให้ไป ต่างสร้างความร่ำรวย ให้กับสถาบันลดความอ้วนนั้น ๆ จนแทบไม่ต้องไปรักษาคนไข้ที่เป็นโรคอื่น ๆ เรียกว่า ลูกค้าผอมได้โดยทางลัด ในขณะที่สถาบันเหล่านั้น ก็รวยได้โดยทางลัดเหมือนกัน
           วิธีการที่นิยมนำมาใช้ในการลดความอ้วนทางลัด ได้แก่การฝังเข็มลดไขมัน การให้ยาลดความอ้วน การดูดไขมัน การใช้เครื่องมือทางคอมพิวเตอร์ ละลายไขมัน การใช้สารดูดไขมัน และการดูดไขมันออกโดยตรง
           ทางลัดที่เชื่อกันว่าลดความอ้วนได้นี้ ไม่มีใครที่จะยืนยันได้ดี เท่ากับผู้ที่ได้ไปใช้บริการมาด้วยตัวเอง เราจะไม่เจาะลึกลงไป ในรายละเอียด ว่าคุณเธอเหล่านั้น พึงพอใจต่อผลที่เกิดขึ้นหรือไม่ และเมื่อใดที่ไม่ได้ไปหาหมอ ผลที่เกิดขึ้นจะเป็นอย่างไร
           ต่อไปนี้เพื่อเป็นวิทยาทานแก่คนอ้วน และคนเพิ่งอ้วนทั้งหลาย ลองมาฟังนักวิชาการ และผู้มีประสบการณ์ตรงพูดถึง  วิธีลัด ในการลดความอ้วนดังกล่าว ที่โฆษณาชวนเชื่อกันว่า ได้ผลดีนักดีหนา ภายในทันตาเห็นนั้น เป็นจริงหรือไม่
1. ฝังเข็ม...ละลายไขมัน (ได้หรือ)
           แม้ว่าเรื่องราวของการฝังเข็มลดความอ้วน จะเป็นที่แพร่หลาย มาเป็นเวลาพอสมควรแล้ว แพทย์หลายท่าน เดินทางไปศึกษาศาสตร์ฝังเข็ม จากประเทศจีน และนำมาใช้กับคนไข้ในบ้านเรา
           การฝังเข็มลดความอ้วนในเมืองไทย เป็นการนำความรู้ที่ได้มาประยุกต์ใช้ ทั้นนี้โดยอยู่บนพื้นฐาน ของการแพทย์แผนปัจจุบัน เนื่องจากในประเทศต้นแบบเอง การฝังเข็มลดความอ้วน ก็ยังไม่ได้แพร่หลายอะไรมากนัก
           ด้วยเหตุที่เรื่องราวของการฝังเข็มลดความอ้วน ยังไม่สามารถอธิบาย ในด้านความเป็นวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนได้ ความสงสัย เกี่ยวกับการฝังเข็มลดความอ้วน ก็ยังไม่คลี่คลายว่า ลดได้หรือไม่ได้กันแน่ เรื่องนี้ น.พ.ไพศาล วชาติมานนท์ หัวหน้าโครงการคลินิกฝังเข็ม กรุงเทพ เหลียวหนิง โรงพยาบาลกรุงเทพ และ น.พ.มนัส  วุฒินันท์ จากโรงพยาบาลหัวเฉียว แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทั้ง 2 ท่านจะเป็นผู้ให้คำตอบ
           "การฝังเข็มจะได้ผลชัด ในเรื่องของการรักษาอาการปวด แต่เรื่องการฝังเข็มลดความอ้วน มีตัวเลข ที่ค่อนข้างจะขัดกันเยอะ บ้างก็ว่าได้ผล บ้างก็ไม่ได้ผล ไม่ว่าจะเป็นในยุโรป หรืออเมริกาก็ดี ซึ่งทั้งหมด เป็นตัวเลขที่มาจากเมืองนอก สำหรับคนไทยเรา ยังไม่มีการศึกษากันอย่างจริงจัง ตัวเลขเมืองนอกจะนำ มาใช้เปรียบเทียบกัน คงจะไม่ได้ทีเดียว เพราะมีปัจจัยหลายอย่าง เข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพันธุกรรม ลักษณะของสรีระ และเมตาบอลิซึม ซึ่งใน แต่ละคนไม่เหมือนกัน ที่นิยมทำกันมาก ก็คือฝังเข็ม เพื่อไปกดจุดระงับความหิวเสียเป็นสำคัญ เพราะว่า จะได้รับประทานอาหารน้อยลง การฝังเข็มนั้นน่าจะ เป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น ซึ่งคุณจะต้อง คอยควบคุมอาหาร และออกกำลังกายด้วย เรื่องการลดน้ำหนัก ไม่มีวิธีลัด มีคนไข้มาหาผม บอกว่าขี้เกียจเหลือเกิน ไม่อยากออกกำลังกาย ขอฝังเข็มอย่างเดียว โดยไม่ต้องทำอย่างอื่นได้ไหม ผมยังมีความเชื่อว่าไม่ได้ การฝังเข็ม เป็นเพียงแค่การเสริม ผมย้ำกับคนไข้ทุกคน ที่มาหาผม แต่ถ้าคุณอยากลองดูก็ได้ แต่ในความเชื่อของผม ต้องออกกำลังกาย และควบคุมอาหารควบคู่ไปด้วย จึงจะได้ผลแท้จริง"
           ในเรื่องการฝังเข็มช่วยละลายไขมันเฉพาะส่วน ที่ยังเป็นข้อถกเถียงกันว่าจริงหรือไม่ คุณหมอให้เหตุผลต่อว่า
           "ผมคิดว่า การฝังเข็ม เป็นแค่การไปปรับสมดุลในร่างกายเฉย ๆ ไม่ได้มีความร้อนออกมา พอที่จะไปละลายไขมันได้ ยิ่งการลดความอ้วนเฉพาะส่วน มีตัวเลขน้อยมาก  ได้ผลจริง การลดน้ำหนัก จะต้องลดทั้งตัว แต่บางท่าน จะเชื่อเพราะเห็นว่าทางแพทย์แผนจีน เขาทำกันมานานแล้ว แต่เขาก็ไม่ได้มีการศึกษา อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ ไม่ได้มีการทดลองว่า เมื่อฝังเข็มแล้ว ลองผ่าตัดดูว่า ไขมันลดลงจริงหรือเปล่า แต่ถ้าถามผมก็สรุปได้เลยว่า เป็นไปไม่ได้
           ทางแพทย์ใหญ่ของไทย ได้ติดต่อไปที่เซี่ยงไฮ้ เพราะที่เมืองไทย การฝังเข็มลดความอ้วนฮิตกันมาก เขาก็อธิบายว่า สาเหตุที่การฝังเข็ม มีผลต่อกา ลดน้ำหนักได้ ก็เพราะฝังลงในจุดที่เกี่ยวกับ จิตใจ เกี่ยวกับพวกลำไส้ กระเพาะ เกี่ยวกับ การเผาผลาญพลังงาน จำพวกม้าม คือกระตุ้นให้เมตาบอลิซึม ในร่างกายสูง ซึ่งก็ไม่เชิงว่า จะเป็นการละลายไขมัน เพียงแต่เมื่อมีการ เผาผลาญพลังงานมากขึ้น ก็อาจจะไปดึงเอาไกลโคเจน หรือไขมันออกมาใช้ และกระตุ้น ให้มีการระบายท้อง แต่ไม่มีใครอธิบายว่า การฝังเข็ม จะไปทำให้ไขมันละลาย แต่จะบอกว่า การฝังเข็มจะทำให้บริเวณนั้น เกิดปฏิกิริยาอะไรบ้าง ก็มีทั้งร้อน ทั้งแดง ทั้งตึง ทั้งปวด ทั้งบวม ก็นึกเอาเองว่า บริเวณนั้น จะต้องมีการเพิ่ม การหมุนเวียนของเลือด มีการถ่ายออกซิเจนดีมากกว่า"
           ส่วนการฝังเข็มแต่ละครั้ง จะช่วยลดน้ำหนักลงได้เท่าไรนั้น เป็นเรื่องที่ตอบแน่นอนไม่ได้ บางคน อาจจะลดลงเพียงแค่ครึ่งกิโลกรัม บางคนอาจ น้ำหนักลงมากกว่านั้น มันอยู่กับปัจจัยหลาย ๆ อย่าง เรื่องนี้แพทย์มนัสได้ให้ทัศนะว่า
           "เราเคยมีคนไข้หนัก 150 กิโลกรัม มาหาผมก็ฝังเข็มให้ แต่ก็ต้องให้เขาออกกำลังกายช่วย เล่นกีฬา ทานอาหารน้อยลง ไม่นอนกลางวันเดินไปเดินมา เพียง 3 เดือน เขาก็ลดน้ำหนักได้ถึง 40 กิโลกรัม"
           จึงสรุปว่า การฝังเข็มกับเรื่องลดความอ้วน เป็นเรื่องที่ได้ผลชั่วคราว แต่การออกกำลังกาย และทานอาหารที่ถูกต้อง เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทำตลอดไป หรือคุณ จะอยากเดินทางไปให้หมอฝังเข็ม ตลอดชีวิตก็ตามใจ
2. ยาลดความอ้วน...ได้ผลจริง แต่อันตราย!!
           แม้ว่ายาลดความอ้วน จะไม่สามารถหาซื้อได้ ตามร้านขายยาทั่วไป แต่สาวอ้วนที่อยากผอมทันใจทั้งหลาย ก็ยอมเดินทางเข้าไปใช้บริการ จากคลินิกลดความอ้วน ทั้ง ๆ ที่รู้ถึงผลข้างเคียงของยาเหล่านี้ดี
           สาวหนึ่งเล่าประสบการณ์ของเธอให้ฟังว่า "ทานยาลดความอ้วน ครั้งแรกสมัยเริ่มทำงานใหม่ ๆ ตอนนั้นหนัก 62 กก.สูง 157 ซม. เห็นเพื่อนทานแล้วได้ผล ก็เลยไปหาหมอ ที่คลินิกแถวรามคำแหงบ้าง หมอวัดความสูง ชั่งน้ำหนัก ตรวจความดัน แล้วบอกว่า น่าจะลดลงสัก 5-6 กก. แต่ไม่สนับสนุนให้ทานยา แต่ความที่เห็นเพื่อนทานแล้วได้ผล ก็เลยยืนยันกับหมอว่า ยังไงก็จะขอทาน ไปสองวันแรกปรากฎว่าหน้ามืด ไม่อยากทานข้าว เวียนหัวตลอด ใจสั่นทำงาน
ไม่ได้เลย หมอบอกให้ทานข้าวบ้าง แต่มันไม่รู้สึกอยากทานเอง ช่วงนั้นภายใน 1 สัปดาห์น้ำหนักลดลงไป 3 กก. ทานยาติดต่อไปอีก สัปดาห์ หน้ามืดเป็นลม ไปเลย ก็เลยตัดสินใจหยุดยา เพราะทนไม่ไหว
           พอหยุดยาไม่กี่เดือน ก็กลับอ้วนขึ้นมาอีก คราวนี้อยากผอม เพราะเริ่มมีผู้ชายมาจีบ ตัดสินใจกลับไปคลินิกใหม่ เล่าให้หมอฟังว่า ทานยาคราวที่แล้วเกิดผลอย่างไร หมอที่นี่เลยจัดยาเบาให้กว่าเดิม คราวนี้ใจสั่นน้อยกว่าเดิม แต่ปากแห้งมาก รู้สึกขมปากตลอดเวลา หมอห้ามทานข้าวกับเนื้อหมูด้วย ให้ทานแต่ผักกับไก่ หรือถ้าหากอยากทานหมู ก็ทานหมูอย่างเดียว ไม่ให้ทานข้าวไปพร้อม ๆ กัน เพราะจะไปสะสมให้เกิดไขมัน ที่ทำให้อ้วน ปรากฎว่า ปฏิบัติตามคำสั่งหมออาทิตย์แรก น้ำหนักลดลง 3 กก. อาทิตย์ต่อมาลงอีก 1 กก. แต่ในที่สุดก็เลิก เพราะทรมานมาก ทนขมปาก และหิวน้ำตลอดเวลาไม่ไหว"
           สาวอีกคนหนึ่งเล่าให้ฟังอีกว่า "เพื่อนคนหนึ่ง ทานยาลดความอ้วน ตอนแรกไม่รู้ว่าเขาทาน จนกระทั่งวันหนึ่ง เขาหน้ามืด ล้มหัวฟาดพื้นเลือดคั่งในสมอง ถึงกับต้องผ่าตัดสมองเลย หมอบอกว่า ผ่าไม่ได้เพราะเลือดไม่แข็งตัว หาสาเหตุเท่าไรก็ไม่พบ จนต้องให้คนไปค้นที่ห้อง จึงรู้ว่า เธอทานยาลดความอ้วนอยู่ เป็นยาจากโรงพยาบาลชื่อดัง ที่มีชื่อเสียงเรื่องการลดความอ้วน ย่านถนนจรัญสนิทวงศ์"
           ยาลดความอ้วนที่ใช้กันทั่วไป นายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญผู้หนึ่งอธิบายว่า เป็นยาที่เป็นอนุพันธ์ของยาม้า เพราะยาพวกนี้ ทานเข้าไปแล้ว จะไปกระตุ้นให้ร่างกาย มีการตื่นตัวตลอดเวลา ทำให้ไม่รู้สึกหิว ยาพวกนี้เป็นอันตรายทานมาก ๆ กล้ามเนื้อหัวใจจะอักเสบ เส้นเลือดอักเสบ ทำให้ถึงกับเป็นอัมพาต อัมพฤกษ์ไปเลย คนบางคนทานยานี้ไปมาก ๆ มีอาการขย่มตัวทั้งวัน ต้องสั่งให้เลิกทานยาจึงจะหายอาการเช่นนี้
           นอกจากนั้น ยาลดความอ้วนยังมีอีกหลายชนิด ยาประเภทที่ทานเข้าไปแล้ว จะทำให้เกิดภาวะไทรอยด์เป็นพิษ เอาไทรอยด์ฮอร์โมน ให้คนไข้ทาน จะได้ไปทำให้ร่างกาย มีการเผาผลาญพลังงานมากขึ้น ผลที่ตามมา คือ เกิดความร้อนในร่างกาย ใจสั่น ใครหัวใจไม่ปกติก็อาจหัวใจวาย ตายได้ง่าย ๆ
           ยาอีกกลุ่ม คือยารักษาโรคเบาหวาน ทานเข้าไปเพื่อ ลดระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดต่ำมาก ๆ ก็จะมีอาการหน้ามืด เป็นลมได้ง่าย ๆ
           บางรายได้รับยาขับปัสสาวะ ทานเข้าไปแล้ว ทำให้ถ่ายปัสสาวะมาก เป็นผลทำให้น้ำหนักตัวลดลงจริง แต่ไขมันก็ยังอยู่เท่าเดิม สิ่งที่สูญเสียไป คือเกลือแร่ต่าง ๆ ที่ออกมาพร้อม ๆ กับปัสสาวะ
           ส่วนชาและสมุนไพรลดความอ้วน ดูชื่อแล้ว น่าจะปลอดภัยต่อร่างกายที่สุด พวกนี้จะมีสรรพคุณเป็นยาระบาย โดยผู้กิน จะมีความเข้าใจว่า กินเข้าไปแล้ว จะกินอาหารเข้าไปเท่าไรก็ได้ เสร็จแล้วก็รีบถ่ายออกมาเร็ว ๆ หารู้ไม่ว่า ทิ้งผลร้ายเอาไว้ คือ ยาพวกนี้ จะไปทำให้ลำไส้ฝืด ลดความสามารถในการดูดซึมอาหารของลำไส้ หากกินไปนาน ๆ จะทำให้ลำไส้มีปัญหา จนกลายเป็นคนท้องผูกไปเลย ดีไม่ดีอาจจะติดยาถ่ายไปอีกชนิดก็ได้
           สรุปได้ว่ายาลดความอ้วนแต่ละชนิด เป็นอันตรายต่อร่างกายแทบทั้งสิ้น แม่ว่าจะเป็นยา ที่ต้องจ่ายโดยแพทย์ที่ได้รับ ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม แต่ก็ต้องศึกษาถึงตัวยาชนิดนั้นด้วย เพราะผลที่เกิดขึ้น จะอยู่กับตัวเอง ไม่ใช่แพทย์ที่สั่งยานั้น ทางที่ดีไม่จำเป็นก็ไม่ควรกินยา เพื่อลดความอ้วน หันไปใช้วิธีอื่นจะดีกว่า
3. ดูดไขมัน...ยิ่งดูดก็ยิ่งแย่
           เป็นวิธีการที่คนอ้วนนิยมกัน เพราะต้องการผอม หรือลดส่วนเกินอย่างปัจจุบันทันด่วน วิธีการนี้ ทำโดยการสอดท่อ เข้าไปในชั้นไขมัน แล้วใช้แรงดูดที่มีความดันสูงมาก ดึงไขมันตรงนั้นออกมา เป็นวิธีการที่ค่อนข้างอันตราย เจ็บปวด เสียเลือด และเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ข้อสำคัญที่สุด ต้องเสียเงินเป็นจำนวนมากด้วย
           สาวท่านหนึ่งได้เล่าประสบการณ์เรื่องนี้ให้ฟังว่า ด้วยอาชีพ จำเป็นต้องรักษารูปร่างของตัวเองไม่ให้อ้วน ดังนั้น เมื่อถูกเตือนจากผู้ใหญ่ ว่าอ้วนไปแล้ว จึงต้องหาทางลดโดยด่วน จึงตัดสินลองดูดไขมันช่วงเอวและสะโพก ตอนดูด หมอวางยาสลบให้ ตื่นขึ้นมาเห็นไขมันสีขาว ๆ ของตัวเองในหลอดเล็ก ๆ 2 หลอด อาการหลังจากนั้น รู้สึกเจ็บมาก แรก ๆ เดินแทบไม่ได้ ต้องเอาผ้าพันไว้ รู้สึกว่าอยู่ได้ประมาณ 2 เดือน ร่างกายก็กลับมาเหมือนเดิมอีก คราวนี้กลายเป็นไขมันก้อนแข็ง ๆ แถมผิวหนังก็เป็นรอยแตก แย่ยิ่งกว่าตอนก่อนดูดอีก
4. อาหารควบคุมน้ำหนัก...ของจริงหรือหลอกลวง!!
           สาวอ้วนทั้งหลายที่อยากผอม มักจะมีอุปสรรคเรื่องเอาชนะปากไม่ได้ เห็นอะไรอยากทานไปหมด เลยผอมไม่ได้สักที วิธีการที่จะทำให้ไม่ต้องอดอาหาร และไม่อ้วนคือ ต้องทานอะไรก็ได้ ที่ปราศจากไขมันและคาร์โบไฮเดรต เข้าไปในกระเพาะอาหาร เพื่อเป็นการถ่วงให้ท้องอิ่ม แต่ไม่เพิ่มไขมัน อาหารที่นิยมมากในระยะแรก ๆ คือ เม็ดแมงลัก แต่ด้วยความจำเจซ้ำซาก เม็ดแมงลักจึงตกไป กลายเป็นอาหารควบคุมน้ำหนัก ที่เรียกว่าอาหารเสริม ประเภทไฟเบอร์เข้ามาแทนที่ ปรากฎว่าแพร่หลายกันมาก เพราะเป็นอาหารที่ถ่วงท้องให้อิ่ม แต่ไม่ให้พลังงาน
           ในความเป็นจริง หากรับประทาน อาหารควบคุมน้ำหนักที่ว่านี้ตลอด ก็อาจจะผอมจริง แต่น้อยรายนักที่จะทำได้ ยกตัวอย่าง สาวอ้วนพนักงานธนาคารแห่งหนึ่ง ที่เคยใช้ผลิตภัณฑ์ที่ว่านี้ เล่าให้ฟังว่า "ตอนแรกเขาบอกว่า ไม่ต้องออกกำลังกาย ไม่ต้องควบคุมอาหาร แต่ต้องปฏิบัติ ตามโปรแกรมอย่างเคร่งครัด เลยยอมเสียเงินเป็นหมื่น แลกกั อาหารมาหนึ่งลัง ต้องทานแทนอาหารปกติวันละ 2 ซอง ปรากฎว่ารสชาติแย่มาก ทานได้อาทิตย์เดียวก็เลิก จะคืนของที่เหลือ เขาก็ไม่รับ เขาบอกว่าเงินที่เสียไปเป็น ค่าลงทะเบียน ไม่ใช่ค่าอาหารตัวนี้ และเราก็ไม่ปฏิบัติตามโปรแกรมเอง เขาไม่รับผิดชอบ"
           แพทย์ได้แนะนำว่า แม้อาหารชนิดนี้ จะมีขายตามท้องตลาดทั่วไป ไม่ควรหาซื้อมารับประทานเอง ควรใช้ภายใต้การดูแล ของแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญทางด้านโภชนบำบัด
           ร่างกายคนเราไม่เหมือนกัน การใช้อาหารเหล่านี้ ก็อาจจะให้ผลต่างกัน และถึงแม้จะไม่อันตรายมาก แต่ร่างกายของคนเรา ก็ต้องการธาตุอาหารทุกวัน หากรับประทานเข้าไม่พอ ก็อาจเป็นอันตราย ทำให้เกิดการช็อกได้เหมือนกัน
5. ละลายไขมันด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์...พร้อม ๆ กับละลายเงิน
1. อบตัวในแคปซูล
           วิธีการก็คือจับตัวเรา แล้วกำหนดจุดที่ร่างกาย โดยการวัดรอบแขนจุดหนึ่ง รอบขาจุดหนึ่ง รอบอก รอบเอว รวมแล้วประมาณสิบจุด จากนั้น ก็จะถูกจับอบตัวในแคปซูล อันทันสมัย และความร้อนที่ออกมานั้น ก็เจือไปด้วยสารสุดวิเศษ ที่สามารถทำให้ลดไขมันลงได้ แต่สิ่งที่สูญเสียคือ น้ำและเกลือแร่ ที่ออกมาพร้อมกับเหงื่อ และเมื่อถึงเวลา ก็จะมีการวัดซ้ำอีก คราวนี้จะรัดสายวัดแน่นกว่าเดิม หรือใช้เทคนิค การพันผ้ารอบตัวไปเลย ซึ่งก็เป็นธรรมดาอยู่เอง ที่เนื้อหนังมังสามนุษย์ มักมีการยืดหยุ่น ถ้าเอาอะไรไปรัดมันนาน ๆ ก็ต้องมีการหดตัว กระชับขึ้น เมื่อถูกเอาผ้าออก เพียงวันเดียวร่งกายก็จะกลับคืนสภาพเหมือนเดิมอีก
2. การกระตุ้นด้วยไฟฟ้า
           ความจริงแล้วการกระตุ้นด้วยไฟฟ้า เราใช้กับคนไข้ที่เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต โดยที่เราใช้กระแสไฟฟ้าอ่อน ๆ ผ่านเข้าไปในกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อก็จะถูกกระตุ้น มีการกระตุ้น คล้ายคลึงกับการออกกำลังกาย ก็อาจจะมีผลทำให้ กล้ามเนื้อบริเวณนั้นแข็งแรงขึ้นได้ ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่า จะทำวันเดียวแล้วได้ผล ต้องทำติดต่อกันหลายครั้ง เสียเงินเป็นหมื่น ๆ ถ้าทำอย่างนั้น สู้ออกกำลังกายไม่ดีกว่าหรือ แถมไม่ต้องเสียเงินอีกด้วย
           นอกจากนั้นยังมีเครื่องมือชนิดอื่นอีกเช่น เครื่องสั่นสะเทือน เครื่องนวด เครื่องที่ใช้ความดัน อุปกรณ์แม่เหล็กต่าง ๆ ซึ่งเครื่องมือเหล่านี้ มีสรรพคุณเพียงช่วย ในการไหลเวียนของกระแสโลหิต และทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย ไม่ได้ช่วยให้ลดความอ้วนได้โดยตรง
6. ใช้สารดูดไขมัน "ไคโตซาน"...สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ
           สารไคโตซาน (chitosan) เป็นสารเส้นใยชนิดหนึ่ง ที่พิเศษกว่าเส้นใยทั่วไป คือมีคุณสมบัติ ช่วยจับไขมันในลำไส้ เป็นสารที่สกัดจากของแข็งของสัตว์ โดยเฉพาะเปลือกกุ้ง หรือกระดองปู ด้วยคุณสมบัติ ที่สามารถจับไขมันได้มากถึง 4-5 เท่าของน้ำหนักตัว
           ในระยะแรก ๆ ไคโตซานถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลาย ในการแยกไขมัน ในขบวนการบำบัดน้ำเสีย ในโรงงานอุตสาหกรรม และต่อมา จึงมีนักคิดหัวไม้ นำสารตัวนี้มาใช้ในการดูดซับไขมันในคน ซึ่งผลที่ได้ก็ยังไม่เป็นที่น่าพอใจนัก
           กล่าวคือ สารไคโตซานนี้ หากรับประทานก่อนอาหาร หรือพร้อม ๆ อาหาร จะช่วยผู้ที่ชอบทานอาหารมัน ๆ โดยการดูดซับไขมันส่วนเกิน ประมาณ 4-5 เท่าของน้ำหนักตัวของมัน ร่างกายจึงดูดซึมไขมัน ไปได้บางส่วนเท่านั้น ส่วนที่ถูกไคโตซานดูดเอาไว้ ก็จะถูกขับถ่ายออกมาทางอุจจาระ ปัญหาของสารตัวนี้ อยู่ตรงที่ จะสามารถดูดซับไขมัน ได้ดีในภาวะความเป็นกรดเท่านั้น ดังนั้น จึงทำงานได้ดีในกระเพาะอาหาร แต่ในลำไส้ซึ่งมีค่าความเป็นด่าง ไคโตซานก็จะปล่อยไขมัน ที่ดูดเอาไว้ออกมา จึงต้องมีการเสริมวิตามินซี ซึ่งมีความเป็นกรดลงไปด้วย แต่ผลก็ยังไม่เป็นที่น่าพอใจนัก จึงมีการพัฒนาไคโตซานขึ้นไปอีกขั้น จนเกิดสารที่เรียกว่า สารเอนฮานซ์ไคโตซาน (Enhanced Chitosan) ขึ้น
           สารตัวที่ว่านี้ดูดซับไขมันถึง 12 เท่าของน้ำหนักตัว แถมยังทำงานได้ดี ทั้งในสภาพกรดและด่างอีกด้วย
           สารเอนฮานซ์ ไคโตซาน 1 เม็ด ขนาด 250 มิลลิกรัม มีคุณสมบัติสามารถจับไขมันได้ 12 เท่า หรือประมาณ 3 กรัม สมมติว่าคุณ รับประทานข้าวมันไก่ 1 จาน คุณจะได้รับไขมัน 20 กรัม คุณก็อาจจะรับประทาน สารตัวนี้เข้าไป 3 เม็ด เพื่อจับไขมันไว้ 9 กรัม อีก 11 กรัม ที่เหลือ ปล่อยให้เป็นกระบวนการของร่างกาย ที่จะนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป
           เอนฮานซ์ ไคโตซานเป็นสารจากธรรมชาติ จึงมีความปลอดภัยค่อนข้างมาก จากการทดลองพบว่า แม้จะรับประทานสารนี้เข้าไปถึง 1.33 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กก. ในแต่ละวัน ก็ไม่เกิดอันตราย ที่จะพบอาการข้างเคียง ที่เกิดขึ้นมากก็คือ ท้องผูก เพราะสารนี้มีคุณสมบัติเป็นไฟเบอร์ด้วย จึงดูดน้ำจากกระเพาะอาหาร
           ข้อแนะนำก็คือ ควรจะดื่มน้ำตามเข้าไปสัก 1-2 แก้วใหญ่ ๆ ต่อเอนฮานซ์ ไคโตซาน 2-3 เม็ด และควรรับประทานก่อนมื้ออาหารสัก 10 นาที หรืออย่างช้าที่สุด ก็รับประทานพร้อม ๆ กับอาหารไปเลย การรับประทานอาหาร จะไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ ทั้งสิ้น
           ข้อจำกัดอีกอย่างหนึ่งของสารเอนฮานซ์ ไคโตซานก็คือ สารตัวนี้จะมีคุณสมบัติ เฉพาะในการดูดซับไขมันเท่านั้น จึงไม่สามารถช่วยคน ที่ชอบรับประทานอาหารจำพวกแป้ง น้ำตาล และคาร์โบไฮเดรตอื่น ๆ เลย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็ทำให้อ้วนได้เหมือนกัน
           ในคนที่มีไขมันสะสมอยู่ก่อนแล้ว (เช่นลงพุง) สารตัวนี้ ก็ไม่ได้ไปดึงเอาไขมันตรงนั้นออกมา แต่จะดูดซับ เฉพาะไขมันจากอาหารมื้อที่รับประทานด้วยกันเท่านั้น ในส่วนที่สะสมอยู่แล้ว ก็ต้องให้ร่างกายทำหน้าที่เผาผลาญเอง นั่นหมายความว่า คุณจะต้องออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย ถ้าทำได้รับรองว่าใน 1 เดือน คุณก็จะสามารถลดน้ำหนัก ได้ถึง 6 กิโลกรัม แต่ถ้าคุณ ไม่อยากออกกำลังกาย ไม่ลดอาหารจำพวกแป้ง และน้ำตาลลงบ้าง หนึ่งเดือนเท่ากัน น้ำหนักอาจจะลดได้แก่กิโลกรัมเดียว หรืออาจจะไม่ลดเลยก็ได้
           ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบรับประทานผักผลไม้ หรืออาหารที่มีเส้นใยมาก ๆ อยู่แล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นต้องรับประทานเอนฮานซ์ ไคโตซาน หรือในมื้ออาหารที่ไม่มีไขมัน ก็ไม่จำเป็นต้องทานสารตัวนี้ ถึงแม้ว่าสารตัวนี้ จะไม่ใช่สารอันตราย แต่ก็ไม่ควรทานสุ่มสี่สุ่มห้า เพราะมันไม่ได้ประโยชน์ และสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ ข้อสำคัญควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ก่อนที่จะหาซื้อมารับประทานเอง จะปลอดภัยมากที่สุด
ผลที่ควรระวังเนื่องจากการลดน้ำหนัก

1. วิงเวียน
           คนลดน้ำหนักที่ดื่มแต่น้ำ หรือทานแต่ของเหลวเท่านั้น จะรู้สึกอ่อนเพลียและมึนศีรษะ เนื่องจากการอดอาหารนี้ ร่างกายจะสูญเสียน้ำเป็นจำนวนมากมาย และที่จะมาพร้อมกับน้ำก็คือโซเดียม
           สำหรับคนลดน้ำหนักที่ขาดธาตุคาร์โบไฮเดรตนั้น อาจมีผลทำให้ ความดันโลหิตของคุณ ลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว จนคุณรู้สึกวิงเวียน โดยเฉพาะเมื่อคุณ ต้องลุกขึ้นอย่างกะทันหัน หรือนั่งลงอย่างรวดเร็ว
           การแก้ปัญหาคือ หยุดการลดน้ำหนัก และการกินอาหารที่ไม่เหมาะสมนี้ แล้วเริ่มการควบคุมน้ำหนัก อย่างมีสุขภาพดี ชนิดที่มีธาตุอาหารที่ร่างกายต้องการครบครัน
2. ความหิวโหย
           คุณประหลาดใจไหมว่า เจ้าความรู้สึกทรมานในช่องท้องนี้ จะหายไปได้อย่างไร อย่ากังวล! กระเพาะของคุณ เพียงต้องการเวลา เพื่อให้มันหดตัวลงเท่านั้น และเมื่อมันหดตัวลงแล้ว ความหิวโหยนี่ก็จะยุติลงในเวลาเดียวกัน คุณก็ต้องรักษาระดับแคลอรีให้ต่ำเอาไว้
           อีกวิธีหนึ่งที่จะทำให้คุณรู้สึกอิ่มคือ ดื่มน้ำอย่างน้อย 6 แก้วต่อวัน และทานอาหารจำพวกขนมปัง ข้าว อันจะทำให้คุณคอแห้งอยากดื่มน้ำ และเมื่อดื่มน้ำเข้าไป มันจะพองตัวในท้องของคุณ ทำให้คุณรู้สึกว่าคุณ ไม่อาจทานอะไรได้อีกแล้ว แม้แต่คำเดียว
3. การหายใจไม่สะดวก
           สารเหตุก็เนื่องมาจาก การเปลี่ยนแปลงระบบต่าง ๆ ในร่างกาย ไม่ว่าจะอดอาหาร หรือทานอาหารไม่ครบ ตามที่ร่างกายต้องการ อันจะทำให้เกิดกรดในกระเพาะ
           ในระหว่างที่รอให้ระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายปรับตัว คุณควรแปรงฟันทุก 2-3 ชั่วโมง ใช้น้ำยาบ้วนปากด้วย แล้วก็เคี้ยวหมากฝรั่ง ที่มีน้ำตาลน้อย ๆ และทำให้ลมปากสดชื่น หากอยากให้กรดในกระเพาะเป็นกลาง คุณก็ลองทานยาลดกรดช่วยได้
4. ท้องผูก
           ในขณะลดน้ำหนัก คุณมักไม่ค่อยได้ทาน อาหารที่มีกาก อาการท้องผูกจึงเกิดขึ้น คุณควรหันมา เพิ่มอาหารประเภทผลไม้ แลุะผักสด ๆ
           อีกวิธีที่จะช่วยป้องกันโรคท้องผูกก็คือ ดื่มน้ำสะอาดวันละ 6-8 แก้ว และดื่มกาแฟในตอนเช้าสักถ้วย เพื่อกระตุ้นระบบขับถ่าย.. แน่นอนคุณควรออกกำลังกายทุกวัน
5. ตะคริวที่ขา
           ในขณะที่การดื่มน้ำถือว่าเป็นสิ่งดีสำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก แต่น้ำที่มีมากเกินไป ก็อาจทำให้คุณสูญเสียแคลเซียม ที่จำเป็นต่อร่างกายได้ เพราะตะคริว มักเกิดเนื่องจากร่างกาย ต้องการแคลเซียม เพื่อหลีกเลี่ยงการเป็นตะคริว ควรดื่มนมสด เนย โยเกิร์ต ผักที่มีใบเขียว ถั่วเหลือง น้ำอ้อย
6. ปวดศีรษะ
           ถ้ามีอาการปวดศีรษะระหว่างมื้อก่อนอาหาร หรือเมื่อคุณลดอาหารมากเกินไป บางทีอาจเป็นสาเหตุของ น้ำตาลในเลือดต่ำ เนื่องมาจากปริมาณโปรตีน และคาร์โบไฮเดรต ในเมนูมีไม่เพียงพอ ปลา เนย และเนื้อเป็นโปรตีนที่ดี ใส่มันรวมเข้าไป ในตารางอาหารของคุณด้วย ลองพยายามทานอาหาร 6 มื้อเล็ก ๆ ต่อวันแทนที่จะเป็น 3 มื้อตามปกติ
           และสำหรับคุณที่ทานฮอตดอกมากเกินไป ในระหว่างการลดน้ำหนัก มันอาจทำให้คุณเกิดอาการปวดศีรษะได้ เนื่องจากส่วนผสมที่อยู่ในฮอตดอก คือ โซเดียมไนเตรท และกรดดินประสิว
           การบริหารร่างกายอย่างหักโหมมากเกินไป อาจทำให้เกิด อาการปวดศีรษะนี้ได้เช่นกัน วิธีแก้ไขคือ ใจเย็น จำเอาไว้ว่า กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว
7. โรคนอนไม่หลับ
           มันเป็นเรื่องธรรมดา ของการเปลี่ยนแปลงในเรื่องการทาน จึงทำให้น้ำตาลในเลือด และอินซูลิน เกิดความไม่สมดุลขึ้น ทำให้หลับไม่ลง
           วิธีการแก้ไขที่ดีที่สุดคือ พยายามกระฉับกระเฉงให้มากที่สุด พยายามเข้าร่วมในสโมสรสุขภาพ และหัดบริหารร่างกายวันละ 15 นาที ให้เป็นกิจวัตร
           บางทีคุณอาจต้องดื่มเครื่องดื่มบางชนิด ช่วยให้คุณหลับ และหลายคนก็ใช้วิธีนี้ได้ผล เครื่องดื่มอุ่น ๆ ที่มีแคลอรีต่ำ หากต้องการรสหวาน ก็ให้ส่น้ำผึ้งลงไปสักนิด
           ถ้ายังไม่ได้ผล ก่อนนอนหยิบหนังสือเล่มโต ๆ ชวนง่วงมาอ่านสักเล่ม แน่นอนว่า คุณไม่มีทางอ่านได้จบ โดยไม่หลับผล็อยไปก่อน
8. เหนื่อยอ่อน
           การลดอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำ จะทำให้คุณเหนื่อยอ่อนมาก เพราะร่างกายคุณ ถูกบังคับให้เผาผลาญไขมัน ที่จำเป็นต่อร่างกายมากเกินไป
           วิธีแก้ไขคือ ให้เพิ่มอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง โปรตีน และวิตามินบี ดื่มน้ำส้มคั้นสักแก้วเมื่อคุณรู้สึกเพลีย จะช่วยให้คุณมีพลังขึ้นอีกนิด
9.หดหู่
           นักไดเอตหลายคนมักพูดว่า "หมู่นี้ฉันมูดดี้จริง ๆ เลยละ" หรือ "ฉันร้องไห้ตลอดเวลา"
           เรื่องของเรื่อง ก็เป็นเพราะน้ำตาลในเลือดต่ำ มีผลต่อความสมดุล ของน้ำตาลในเลือดและอินซูลิน ทำให้หดหู่ หมองเศร้า
           เพื่อขจัดอาการเช่นนี้ ให้ทานอาหาร ที่จะไม่ทำให้คุณขาดวิตามินบี เช่น เนื้อวัว ปลาทะเล หน่อไม้ ไก่ และเนยสักก้อนเล็ก ๆ
           การขาดแคลเซียม ก็ทำให้อารมณ์คุณตกต่ำเช่นกัน หากคุณขาดสารอาหารพวกแคลเซียม คุณอาจต้องทาน ยาเพิ่มสารอาหารแทน จำเอาไว้ว่า คุณต้องได้รับแคลเซียมถึง 800 มิลลิกรัมต่อวัน
           อีกกรณีหนึ่งคือ นักไดเอตผู้หญิง มักจะดื่มกาแฟดำ ถ้วยต่อถ้วย เพราะว่ามันไม่มีแคลอรี อย่างไรก็ดี กาแฟจะทำลายวิตามินบี 1 ซึ่งยิ่งทำให้อารมณ์ขุ่นมัวของคุณ เลวร้ายลง
10. ทรุดโทรมลงอย่างเห็นได้ชัด
           คุณจะดูอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด และคนรอบข้าง ก็จะพากันบ่นว่า ให้คุณเลิกการลดน้ำหนักเสีย แต่อย่าเพิ่ง หากนายแพทย์บอกว่า น้ำหนักคุณไม่ได้ต่ำเกินไป หรือเมื่อเทียบ มาตรฐานความสูงแล้ว ไม่ต่ำเกินไป ก็อย่าไปสนใจคำวิจารณ์นั้นเลย เพราะเมื่อร่างกายปรับตัวได้ คุณก็จะดูดีขึ้น

อาหารว่างเติมพลัง



คุณแม่เคยสอนคุณตอนเป็นเด็กว่า อย่าทานอาหารว่าง เพราะจำทำให้ทานข้าวมื้อหลักได้น้อย แต่ตอนนี้คุณโตขึ้น และยังเป็นนักกล้ามด้วย สิ่งที่คุณต้องปฏิบัติ คือ ทานอาหารไม่ต่ำกว่าวันละ 6 มื้อ เอาละ! อย่างน้อยก็มีหนึ่งอย่าง ที่ยังเชื่อฟังคำพูดของแม่ได้ นั่นก็คือ "ต้องเลือกทานแต่อาหารที่มีประโยชน์"  คำสั่งสอนของเธอ คุณจะได้ใช้ เมื่อเหลือเวลาอีก 1 ชั่วโมงจะเล่นกล้าม แล้วคุณเกิดอาการหิวขึ้นมา เพราะเวลาอย่างนี้ คุณคงไม่สามารถทานอาหารมื้อหนักได้
             อาหารที่คุณทานก่อนเพาะกายในแต่ละครั้ง มีอิทธิพลต่อการเพาะกายในวันนั้นๆมาก และไม่ว่าคุณจะบริหารแบบ แอโรบิค หรือว่าเพาะกาย คุณก็จำเป็นต้องได้รับ คาร์โบไฮเดรตเพื่อเพิ่มพลังงานให้คุณ โดยพลังงานเป็นแครอลี่ในแต่ละวันที่คุณรับ  ห้าสิบเปอร์เซ็นต์จะต้องมาจากคาร์โบไฮเดรต
             คาร์โบไฮเดรตคือแหล่งให้พลังงานคุณได้เยี่ยมที่สุด และถ้าได้รับตอนก่อนเล่นกล้ามได้ก็จะดีมาก ตอนนี้คาร์โบไฮเดรตเราสามารถซื้อหาได้ในรูปอาหารแท่ง ซึ่งสะดวกต่อการพกพาและการทานด้วย  ส่วนอาหารที่มีไขมันสูง และมีน้ำตาลมากคุณควรหลีกเลี่ยง แม้ว่าจะทำให้คุณหายหิวได้ก็ตาม ร่างกายเราย่อยไขมันได้ช้ามาก ทำให้น้ำจากระบบเลือดถูกดึงไปที่ส่วนที่ย่อยไขมันเหล่านั้น ส่งผลให้อินซูลินในร่างกายสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลไม่ดีต่อการเพาะกายของคุณ ดังนั้นคุณจึงควรศึกษาสิ่งต่อไปนี้
              Complex crabs -  ช่วยยกระดับน้ำตาลให้อยู่ในระดับปานกลาง ไม่มากเกินไป ซึ่งทำให้มีพลังงานเพียงพอที่จะเล่นกล้ามได้  Complex crabs นี้จะใช้เวลาในการย่อยนานสักหน่อย เพราะต้องทำให้แตกตัวเป็นโมเลกุลเดี่ยว ซึ่งก็คือกลูโคสนั่นเอง เมื่อย่อยแล้ว ส่วนที่ไม่ใช้ก็จะเก็บอยู่ในรูปไกลโคเจน และจะถูกนำมาใช้อีกที เมื่อเราออกกำลังกาย การทานอาหารชนิดนี้ก่อนเพาะกาย 1 ชั่วโมง มีผลดีตรงที่น้ำตาลจะอยู่ในกระแสเลือดเป็นเวลานาน นานจนคุณเล่นกล้ามเสร็จในวันนั้น ทำให้คุณมีพลังงานตลอดการบริหาร อาหารชนิดนี้ได้แก่ พาสต้า และมันอบ
              Simple crabs - เป็นคาร์โบไฮเดรตที่แปรรูปเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว (กลูโคส) ได้เร็วที่สุด เพราะมีโครงสร้างโมเลกุลที่ไม่ซับซ้อน อาหารชนิดนี้ได้แก่น้ำผลไม้ ซึ่งสร้างพลังงานให้คุณอย่างรวดเร็ว เหมือนคลื่นยักษ์พัดเข้าหาฝั่งเลยทีเดียว ควรกินคู่กับ Complex crabs ข้างต้น  สำหรับ Simple crabs ก็ได้แก่ กลูโคส ,ฟรุคโตส ,แลคโตส มอลโตส และซูโคลส
              Fiber - ตัวนี้จะย่อยยาก  มันจะดึงดูดน้ำออกจากกระแสเลือด ทำให้คุณมีพลังงานเต็มตลอดเวลา แต่ถ้าคุณทานมากไป อาจทำให้นอนไม่หลับ เพราะจะรู้สึกกระปรี้กระเปร่าตลอดเวลา
              โปรตีน - โปรตีนจะย่อยยาก และมีผลต่ออินซูลินในร่างกาย  ซึ่งก่อนเล่นกล้ามในวันนั้นๆ โปรตีนจะไม่มีความสำคัญเลย แต่เมื่อใดก็ตาม ที่เล่นกล้ามเสร็จ และได้เวลาพักฟื้นกล้ามเนื้อ โปรตีนจะลงมาแสดงบทบาทเต็มที่  ถ้าร่างกายคุณมีระดับกลูโคสต่ำ ร่างกายก็จะสลายโปรตีนให้เป็นน้ำตาล เพื่อนำมาเป็นพลังงานให้ร่างกาย
              ไขมัน - ไขมันจะย่อยนาน ทำให้คุณมีเรี่ยวแรงตลอดวัน  ไขมันถูกใช้เป็นพลังงานเมื่อคุณพักระหว่างออกกำลังกายแบบเบาๆ เช่น ทำแอโรบิค หรือการเพาะกายแบบไม่เข้มข้น
             ถ้าคุณไม่มีเวลาพอที่จะเตรียมอาหารในครัวได้ คุณก็อาจพกพาอาหารว่างเพิ่มพลัง ที่เราเอารูปมาลงในวันนี้ เอาไปที่ทำงาน หรือโรงเรียนก็ได้ และนำมาทาน เพื่อไม่ให้คุณขาดมื้ออาหารไป  เวลาถึงหน้าร้อน เมื่อเราเพาะกาย เราอาจเสียเหงื่อมาก การดื่มน้ำในหน้าร้อน จึงต้องดื่มให้มากกว่าปกติ ซึ่งคุณอาจดื่มเกรเตอร์เรด หรือเครื่องดื่มเกลือแร่ด้วยก็ได้ โดยคุณดื่มเครื่องดื่มดังกล่าว ได้ทั้งก่อนฝึก ขณะฝึก และหลังฝึก ส่วนการดื่มเครื่องดื่มที่มีซูโคลส ฟรุกโตศ และกลูโคสสูงๆ เช่นโซดาป๊อป (soda pop)  และเครื่องดื่มบางชนิดสำหรับนักกีฬา อาจทำให้การทำงานของกล้ามเนื้อช้าลง
             คำเตือนสุดท้าย : ก่อนทาน ควรตรวจดูฉลากภาชนะบรรจุอาหาร เพื่อดูว่าอาหารชนิดนั้นให้อะไรแก่เราบ้าง
             และรายการต่อไปนี้คือ อาหารว่างให้พลังงาน ซึ่งดีที่สุด 20 อันดับ โดยเรียงดีที่สุดเป็นอันดับ 1 ไล่ลงไป ที่ขอแนะนำก็คือ คุณควรได้รับไฟเบอร์ วันละ 25 กรัม และโซเดียมวันละ 2,500 มิลลิกรัมต่อวัน

นักเพาะกายมังสวิรัต

นักเพาะกายมังสวิรัต จะแสดงให้เห็นว่า ยังมีเส้นทางอื่นอีก ที่จะทำให้กล้ามเนื้อคุณใหญ่โตได้

 สตีฟ   บริสบอส แชมเปี้ยนของ IFBB World   และ แชมป์Canadian National กล่าวว่า "สาเหตุที่ผมต้องการเป็นมังสวิรัต เพราะผมรู้ว่า ปลา เป็ด ไก่ หรือเนื้อสัตว์ต่างๆ เป็นอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ และผมยังรู้อีกว่า ผมสามารถเพิ่มกล้ามเนื้อได้มากขึ้นอีก ถ้าไม่ได้ทานอาหารพวกนั้น"

      "แต่เมื่อผมได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับมังสวิรัตมากเท่าไร มันก็ทำให้ผมสับสนมากขึ้น สิ่งที่ผมทำได้คือลดการทานเนื้อสัตว์ลง ให้เหลือน้อยที่สุด และทำเช่นนั้นเป็นเวลาถึง 7 ปี โดยทุกๆ 6 - 7 เดือน ก็อาจกลับมาทานเนื้อสัตว์บ้างเป็นครั้งคราว" สตีฟกล่าว "อย่างไรก็ตาม ผมยังต้องการใครสักคนที่จะอธิบายได้ว่า นักเพาะกายมังสวิรัต จะมีวิธีทานอาหารอย่างไรถึงจะได้ผล" 

      หลังจากได้ทราบปัญหาแล้ว ดิฉัน (BARBARA ROSEN - ผู้เขียน) ได้โทรไปปรึกษากับคุณหมอไมเคิล  แคลเปอร์  ศัลยแพทย์ สูตินารี และดำรงตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับ ยาใช้ภายใน หมอแคลเปอร์ เป็นผู้ที่แนะนำคนไข้ของเขาให้เข้าคอร์สการทานอาหารธรรมชาติ เพื่อรักษาโรค เป็นเวลาถึง 11 ปีแล้ว และได้ใช้ 3 ปีท้ายนี้ในการศึกษาประโยชน์ที่ได้รับจากการไม่ทานเนื้อสัตว์

      "ผมว่าสตีฟฉลาดนะ ที่เลิกทานเนื้อ" คุณหมอกล่าว "เพราะผู้ชายอเมริกันที่รับประทานเนื้อสัตย์ เฉลี่ยแล้วมีโอกาสที่จะเสียชีวิต เนื่องจากโรคหัวใจ โรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด" (และผู้หญิงเอง ค่าเฉลี่ยก็ไม่ต่างจากผู้ชายเท่าใดนัก) สมาคม The American Dietetic Association (ADA) ได้กล่าวเสริมอีกว่า เมื่อคุณทานเนื้อสัตว์ คุณมีโอกาสสูงที่จะมีความดันเพิ่มขึ้น ไตทำงานหนัก และได้รับโรคได้ง่าย

      ดอกเตอร์ ที  คอลิน นักชีววิทยาในสารอาหาร ที่วิทยาลัยคอเนล พึ่งค้นพบเมื่อเร็วๆนี้ว่า มีเหตุผลหลายข้อด้วยกันที่ไม่ควรทานเนื้อสัตว์ โดยได้วิจัยจากชาวจีน 6,500 คน พบว่ายิ่งทานเนื้อสัตว์มากเท่าไร ก็ยิ่งเสี่ยงในการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ ,ปอด ,ทรวงอก และต่อมลูกหมาก 

      หมอแคลเปอร์ กล่าวต่อว่า"การทานเนื้อสัตว์น้อยลง จะมีผลดีต่ออาชีพเพาะกายของสตีฟเสียด้วยซ้ำ เพราะไม่ว่าจะเป็นปลา ไก่ เนื้อหมู เมื่อทานเข้าไป มันจะถูกแปรรูปและเก็บไว้ในรูปของ ไขมันและน้ำ ทำให้ขาดความคมชัดในกล้ามเนื้อไป

      เราเคยได้ยินว่าการทานเนื้อสัตว์มาก จะเป็นแหล่งเก็บพลังงานไว้ใช้ในตอนฝึก "แต่จากงานวิจัยพบว่า นักเพาะกายมังสวิรัต จะฟื้นตัวได้เร็ว หลังจากการเพาะกาย และยังมีน้ำอดน้ำทนในการฝึกมากกว่าพวกที่ทานเนื้อสัตว์"

      สตีฟ บอกว่าทุกวันนี้เขาชักจะสะอิดสะเอียนเนื้อสัตว์มากขึ้นทุกที และเกือบจะเป็นมังสวิรัต 100 เปอร์เซ็นต์แล้ว ซึ่งทุกวันนี้เขารู้สึกว่าตัวเอง ฝึกได้หนักขึ้น และมีสมาธิดีกว่าแต่ก่อนมาก "ผมรู้สึกว่ากล้ามผมขึ้นเป็นว่าเล่นทีเดียว" 

แล้วสตีฟจะได้รับโปรตีนเพียงพอหรือ?

      "แน่นอนอย่างที่สุด" นีล  สปรูค ที่ปรึกษาเรื่องโภชนาการสำหรับโรงยิม โกลด์ยิม (Gold's Gyms) ทั่วโลก กล่าวเช่นนั้น "ใครก็ตามที่พูดว่า คนอื่นไม่สามารถสร้างกล้ามเนื้อหากไม่ทานเนื้อสัตว์ นั่นแสดงว่าเขาไม่รู้จริง" นีลกล่าวต่อว่า ในโปรตีนจะมี อะมิโนแอซิด 22 ชนิด มีเพียง 8 ตัวเท่านั้นที่มีความสำคัญจริงๆ และไม่สำคัญสำหรับแหล่งที่มาของโปรตีนเหล่านั้น ไม่ว่าจะได้รับทางเนื้อสัตว์ ไข่ หรือจากผัก ก็ให้ผลไม่แตกต่างกัน

      นีล  สปรูค ว่าจ้างนักค้นคว้า 160 คน ให้คอยตรวจสอบนักเพาะกายมังสวิรัต จำนวน 300 คนทั่วโลก นักค้นคว้าเหล่านั้น รายงานผลกลับมาว่า "นักเพาะกายที่เป็นมังสวิรัต สามารถสร้างกล้ามเนื้อได้ดีพอๆกับนักเพาะกายที่ทานเนื้อสัตว์"

ทำไมนักเพาะกายมังสวิรัตจึงมีน้อย?

      สมาคม ADA เน้นว่า ถ้าคุณทานเมล็ดข้าว ธัญญพืช ถั่ว และผัก คุณก็ยังคงได้รับกรดอะมิโนครบถ้วนตามที่คุณต้องการ แต่ทั้งๆที่สมาคมยืนยันหนักแน่นอย่างนี้ ่ทำไมนักเพาะกายก็ยังคงทานเนื้อสัตว์เพื่อเพิ่มกล้ามเนื้ออยู่ดี แคลเปอร์ตอบปัญหาเรื่องนี้ว่า "เป็นเพราะพวกเราต่างมีโตมาพร้อมกับความเชื่อว่า มีทางเดียวที่จะเพิ่มกล้ามเนื้อได้ คือการทานอาหารที่มีเลือดเนื้อ อาจารย์สอนนักเรียนให้ทานนม และเนื้อสัตว์เพื่อสร้างความเติบโต" ดังนั้น นักเพาะกายจึงคิดว่าวิธีของมังสวิรัต ไม่ทำให้กล้ามใหญ่โตได้ จึงไม่คิดที่จะมาในหนทางนี้ เราจึงพบนักเพาะกายมังสวิรัตได้น้อยมากในวงการนี้ 


แอนเดรีย  แคชลิง มิสเตอร์โปรอินเตอร์เนชั่นแนล ไม่ทานเนื้อสัตว์ ผลิตภัณฑ์นม เป็ด ไก่ หรืออาหารทะเล เลย กล่าวว่า "พวกมังสวิรัติจะถูกตราหน้าว่า เป็นพวกหน้าผู้หญิง คนที่ทานเนื้อสัตว์ต่างหากจึงจะเป็นลูกผู้ชาย" 

      "ผมคิดว่า เพียงแต่ต้องการคำว่าลูกผู้ชาย คุณก็หันไปประหัตประหารสัตว์ที่ไม่มีความผิด สำหรับผมแล้ว คำว่าลูกผู้ชาย คือคนที่มีเมตตาต่อผู้อื่นต่างหาก ซึ่งนักเพาะกายก็สามารถสร้างร่างกายให้ใหญ่โตได้ โดยไม่ต้องเบียดเบียนสัตว์ สั่นคือการเป็นมังสวิรัตินั่นเอง" 

      แคชลิง ไม่ทานเนื้อสัตว์ เพราะเขารู้สึกว่าการทำเช่นนี้ เป็นการช่วยโลกที่ป่วยของพวกเราทุกคน มันต้องใช้เวลา สถานที่ น้ำ และซากพืชซากสัตว์จำนวนมาก ในการที่จะมีเนื้อสัตว์มาให้เราสักหนึ่งปอนด์ แต่หากเป็นผัก 1 ปอนด์ เราจะใช้วัตถุดิบน้อยกว่านั้นมาก 

ทำอย่างไรจึงจะเป็นมังสวิรัตได้?

      "มังสวิรัตใช้เวลามากในการวางแผนการทานอาหารของเขา" บริสบอสกล่าว "เพื่อให้แน่ใจได้ว่า ได้รับอะมิโน จากอาหารมากพอ สำหรับร่างกายที่จะนำไปใช้"   ส่วนสมาคม ADA ก็กล่าวว่าในหนึ่งวันนั้น สำหรับมังสวิรัต คุณจะต้องรับประทาน ถั่วและธัญญพืช รวมกัน เพื่อจะได้รับอะมิโนบริสุทธิ์

      แต่แคลเปอร์มองอีกแง่หนึ่งว่า การเป็นมังสวิรัตง่ายกว่านั้นมาก "คุณไม่จำเป็นต้องทานถั่ว และธัญญพืชรวมกันทุกๆวัน  สาเหตุที่คุณได้รับการสั่งสอนมาเช่นนั้น เพราะเมื่อย้อนกลับไปเมื่อปี 1948 ( พ.ศ.2491 ) นักวิทยาศาสตร์ ได้ทดลองเลี้ยงลูกหนู ด้วยข้าวโพดอย่างเดียว ปรากฏว่ามันตาย ครั้นมาเลี้ยงด้วยถั่วอย่างเดียว มันก็ตายอีก แต่พอเอาทั้งข้าวโพดและถั่วมารวมกัน ปรากฏว่าเลี้ยงหนูได้เติบโตเป็นอย่างดี นักวิทยาศาสตร์ก็พูดว่า อ้าห้า.. ฉันค้นพบแล้วว่าถ้าจะให้ได้โปรตีนครบถ้วน สิ่งมีชีวิตจะต้องรับถั่ว และธัญญพืชพร้อมๆกัน  ดังนั้นตั้งแต่นั้นมา มังสวิรัตก็จะทานถั่วและธัญญพืชด้วยกันตลอดมา"

      "แต่นักวิทยาศาสตร์ในตอนนั้น ด่วนสรุปเกินไป เขามองข้ามไปว่าโครงสร้างทางพันธุกรรมของคนกับหนูมันต่างกันมาก ลูกหนูเพิ่มน้ำหนักได้มากกว่า 3 เท่าของน้ำหนักแรกเกิดได้ภายใน 6 วัน แต่สำหรับทารก ต้องใช้เวลาถึง 6 เดือน  น้ำนมของหนูมีโปรตีนถึง 30 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่น้ำนมคนมีโปรตีนแค่ 5 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นมันจึงชัดแจ้งอยู่แล้วว่า ลูกหนูต้องการโปรตีนในสัดส่วนที่มากกว่าเด็กทารก" 

      "เท่านี้ก็เพียงพอที่จะให้นักวิทยาศาสตร์ทำการทดลองกันใหม่กับมนุษย์ แล้วก็พบความจริงที่แตกต่างกับหนูอย่างสิ้นเชิง พวกเขาทดลองให้อาสาสมัครทานแต่ข้าวโพดอย่างเดียว เป็นเวลา 1 เดือน ผลออกมาปรากฏว่า ข้าวโพดนั้นให้โปรตีนเพียงพอต่อร่างกาย พวกเขาไม่ได้กล้ามเนื้อแฟบลง และน้ำปัสสาวะ ก็ไม่แสดงให้เห็นว่า ระบบเคมีในร่างกายผิดปกติแต่อย่างใด"

      แคลเปอร์กล่าวต่อว่า "คุณต้องการอะมิโนไม่กี่มิลลิกรัมเท่านั้นแหละ  เพียงแค่รับข้าวโพดเข้าไป 2 ช้อนก็เพียงพอที่คุณจะได้รับทุกอย่าง ที่ร่างกายคุณต้องการแล้วล่ะครับ" แต่อย่างไรก็ตาม แคลเปอร์ก็แนะนำให้ทานหลายๆอย่าง ไม่ว่าจะเป็นธัญญพืช ถั่ว ผัก ผลไม้ เพื่อจะได้รับสารอาหารตัวอื่นด้วย นอกเหนือจากโปรตีน

      บิล  เพิร์ล (คลิ๊กเพื่อดูรูป) มิสเตอร์ยูนิเวอร์สสี่สมัย ไม่ได้ทานเนื้อสัตว์มา 20 ปีแล้ว เขาแนะนำว่า ให้นักเพาะกายทานโปรตีน 1 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 ปอนด์ เพียงแต่บิลยังทานไข่ กับผลิตภัณฑ์นมต่างๆอยู่ "มันเป็นเรื่องของจิตใจน่ะครับ, มันยากสำหรับผมที่จะเลิกทั้งหมดได้" เพราะบิลคิดว่า ถ้าจะทานแต่ผักอย่างเดียว คงจะต้องทานเป็นจำนวนมากๆ จึงจะได้โปรตีนเพียงพอสำหรับนักเพาะกาย

      แต่แคลเปอร์กล่าวว่า "สำหรับนักเพาะกายที่คิดว่า จะต้องทานผักมากๆจนเต็มท้อง เพื่อให้ได้โปรตีนเพียงพอ ผมอยากให้คุณ เลิกวิ่งตามความคิดโง่ๆพวกนี้เสีย สิ่งที่คุณจะทานเมื่อคุณต้องการโปรตีน 80 กรัมในหนึ่งวันนั้น ง่ายมากๆ เพียงแค่ ทานถั่วหรือเต้าหู้สองจานเท่านั้นเอง หรือเพียงแค่ทานขนมปังที่ละเลงด้วยเนยถั่วอัลมอนด์ 2 ช้อนโต๊ะก็เพียงพอ"


  อาหารเสริมจำเป็นไหม?

      สปรูค มีแนวความคิดว่าถ้าคุณไม่ทานผลิตภัณฑ์นม หรือไข่ คุณก็ควรจะทานอาหารเสิรมด้วย แต่เรื่องนี้บราซิลน่าบอกว่า ยังไม่แน่ใจ "ฉันก็เพิ่งเคยได้ยินเรื่องแบบนี้ ตอนนี้นี่เอง ทั้งๆที่ฉันมีประสบการณ์ ในการรักษาคนไข้ ที่เป็นมังสวิรัตโดยสมบูรณ์แบบมาตลอด ฉันพบว่าไม่มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องโปรตีนเลย หากคนไข้ฉันได้รับผักสีเขียว เมล็ดธัญญพืช จำนวนมากๆ และยังพบอีกว่า มังสวิรัตร้อยเปอเซ็นต์นั้น จะมีกระดูกที่แข็งแรงมาก เนื่องจากเมื่อคุณทานเนื้อสัตว์หรือผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับนมเป็นจำนวนมาก  จะทำให้โปรตีนเข้าไปไล่ที่แคลเซียมที่อยู่ในกระดูกออกไป ทำให้กระดูกเปราะ ดังนั้นอาหารเสริมอะไร ก็ไม่มีความจำเป็นแล้ว เพราะที่คุณควรจะกังวลคือ คุณรับโปรตีนมากเกินไปหรือเปล่าต่างหาก 

แล้วควรจะทานอะไรบ้าง?

      "ทานพืชจำพวกมีฝัก หลายๆชนิด ทานทั่ว ผลไม้ ผัก และเมล็ดธัญญพืช หลายๆรูปแบบ" แคลเปอร์แนะนำ "ทานธัญญพืชสดๆ และพยายามขัดเกลาอาหารให้น้อยที่สุด และก็ไม่ต้องไปซีเรียสกับการทานอาหารขยะ (Junk Food)

      ถึงแม้ว่าคุณจะได้รับโปรตีนทุกอย่างที่ต้องการจากการทานธัญญพืช คุณควรทานพืชที่มีฝัก และธัญญพืชทุกๆวัน ถ้าทานแต่ธัญญพืชอย่างเดียว อาจเกิดกรดในร่างกายมากเกินไป ทำให้แคลเซียมของคุณละลายออกมาทางปัสสาวะได้" แคลเปอร์ยืนยัน  

      สิ่งที่นักเพาะกายกลัวที่สุดในการมาเป็นมังสวิรัต คือ การเติบโตของกล้ามเนื้อเกิดการชะงักงัน ซึ่งแคลเปอร์ และแคชลิ่ง ยืนยันว่า "อย่าห่วงไปเลย การสร้างกล้ามเนื้อนั้นง่ายกว่าที่คิดมาก เพียงแค่ทานอาหารที่ให้แครอลี่สูงๆ เช่น อาโวคาโด และเนยถั่ว อย่าลืมนะว่า ลิงกอริล่า สัตว์ที่มีสายพันธ์ใกล้กับเราที่สุด  หุ่นมันไม่แพ้นักเพาะกายคนไหน ไม่ว่าบนเวทีไหนก็ตาม ทั้งๆที่มันทานแต่พืชบนโลกเท่านั้น"

ถ้าร่างกายอ่อนเพลียล่ะ?

      "ในมังสวิรัติหน้าใหม่ 100 คน ผมได้ยินจากพวกเขาถึง 95 คนว่ารู้สึกแข็งแรงขึ้นมาก" แคลเปอร์กล่าว ที่เหลืออีกห้าคน รู้สึกไม่ดีเพราะ เป็นไปได้ว่า ขาดวิตะมิน หรือเกลือแร่ ถ้าแครอลี่ต่ำเกินไป ผมขอแนะนำให้ทานอาหารพวกคาร์โบไฮเดรตเพิ่มขึ้น เช่นผลไม้ หรือพาสต้า (อาหารแป้งจำพวก มักกะโรนี) ถ้าเขารู้สึกว่าขาดวิตะมิน หรือเกลือแร่ผมแนะนำให้ทานผักสดสีเขียว และผักสีเหลือง หรืออาจจะทานอาหารเสริมวิตะมินรวม เพื่อให้ได้แมกนีเซียม และแคลเซียมอย่างน้อย 500 มก."

      "แต่ถ้ามันยังไม่ได้ผล อาจเป็นไปได้ว่าคุณขาดธาตุเหล็ก ซึ่งสามารถหาได้ในธัญญพืชต่างๆ ถั่ว เมล็ดพืช ซึ่งหาทานได้ง่ายอยู่แล้ว และร่างกายนำมาใช้ได้ง่ายกว่าการทานนม หรือไข่ ซึ่งกว่าร่างกายจะดูดซึมเอาธาตุเหล็กออกมา จากนมหรือไข่ ต้องใช้เวลานานมาก"

      "แรกๆของการเป็นมังสวิรัตนั้น เป็นเรื่องธรรมดาที่ร่างกายจะต้องอ่อนเพลีย เพราะระบบของร่างกายกำลังทำความสะอาดตัวเอง เพื่อเอาทอกซินออกไปจากร่างกาย ดังนั้นควรทานน้ำให้มากๆ เพื่อเร่งปฏิกิริยาการขับไล่นี้ และจงออกกำลังให้เหงื่อออก แล้วอาบน้ำ ให้ได้ 3 ครั้งในหนึ่งวัน จะยิ่งดี" 

      "ส่วนวิตะมินบี 12 ที่เคยได้รับจากไข่ และผลิตภัณฑ์นม ก็ให้ทานยีสต์ธรรมชาติ 1 ช้อนโต๊ะ (nutritional yeast) อย่างน้อยอาทิตย์ละ 2 ครั้ง หรือไม่ก็ทานวิตะมิน บี 12 เลยก็ได้"

      "มังสวิรัตหน้าใหม่ มักจะอยากทานเนื้อสัตว์อีก นั่นเป็นเรื่องธรรมดา เพราะจิตใจคุณ ต้องใช้เวลา ในการปรับตัวจากสิ่งที่คุณ ได้เรียนรู้มาตั้งแต่เด็ก ซึ่งถ้าคุณอยากทานมาก ก็แนะนำว่าให้ทานอาทิตย์ละ 1 ครั้ง ในบางอาทิตย์เท่านั้นจะเป็นการดี"

      วิธีที่แคชลิ่ง แนะนำคือ พยายามอยู่ใกล้ๆอาหารมังสวิรัตให้มากที่สุด แล้วคุณจะลืมคิดถึงอาหารพวกเนื้อไปเลย ซึ่งแคลเปอร์ก็เห็นด้วย และเพิ่มเติมด้วยว่า ลองหาเวลาสักวันไปดูที่โรงฆ่าสัตว์ แล้วจะทำให้คุณต้องคิดหนักเวลาที่จะทานเนื้อสัตว์ครั้งต่อไป




 นักเพาะกายมังสวิรัต เขาทานอะไรกัน?


  Pure Vegetarian (สำหรับมังสวิรัต แบบเคร่งครัด)
  "นี่คือตารางอาหารที่ผมทาน ในหนึ่งวันครับ" - จากแอนเดรีย  แคชลิ่ง (ภาพที่ 2 ด้านบน)

  07.00 น. ข้าวโอ๊ตใส่กล้วยหอม

  10.00 น. Tofu burrito
          ถั่วดำ
          ขนมปังข้าวโพด (มีส่วนประกอบของนม และไข่น้อยที่สุด)
         น้ำปั่นผักสด

  13.00 น. Whole - wheat pasta กับซอสมารีนาร่า
          สลัดผัก

  16.00 น. Lentil Loaf กับมะเขือเทศบด
          น้ำปั่นผักสด

  19.00 น. Stir - fried vegetables
          ข้าวสีน้ำตาล

  21.00 น. Rice pudding (ใส่นม และไข่น้อยที่สุด)
          นมถั่วเหลือง
 

Lacto - Vegetarian (มังสวิรัตปานกลาง)
  "ตารางอาหารสำหรับ นักเพาะกายมังสวิรัตที่ยังทานนมอยู่"    โดย แอนเดรีย  แคชลิ่ง

  07.00 น. Granola กับนมไร้ไขมัน
          Raisins และ dates

  10.00 น. แพนเค๊ก กล้วยผสมข้าวโพด (ใส่ไข่ให้น้อยที่สุด) ราดบลูเบอรี่

  13.00 น. Whole - wheat สปาเกตตี ราดด้วยซอสมะเขือเทศบราซิล
          ซุปถั่วดำ

  16.00 น. มันแผ่นทอด ราดด้วยโยเกิตไขมันต่ำ
          สลัดผักจานใหญ่ แต่งหน้าด้วย Lemon - tahini

  19.00 น. Rice Pudding (ใส่ไข่น้อยที่สุด)

  21.00 น. สลัดผลไม้
 

Lacto - Ovo Vegetarian (มังสวิรัตแบบไม่เคร่งครัด)
  "ผมทานอาหารตารางนี้ตลอดปีเลยครับ"   โดย บิล   เพิลล์

  มื้อเช้า 3 - 4 poached or scrambled eggs
         Low - fat cottage cheese
        Whole - grain muffin
        ผลไม้สด

  มื้อกลางวัน ซุป Lentil - rice 
                  ขนมปัง Whole - grain 
                 ผลไม้

  มื้อเย็น เบอร์เกอร์ถั่วเหลือง
         Baked potato
        สลัดผักสดจานใหญ่
        ผักผสมหลายๆอย่าง
        ขนมปัง Whole - grain

  อาหารว่าง ผลไม้หรือข้าวโพดคั่ว (เป็นบางครั้ง)